วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2558

แด่เธอผู้มาใหม่

ผมอ่านเจอใน pantip ดีและมีประโยชน์เลยตัดมาเก็บไว้ครับ
credit หลวงพ่อปราโมช

แด่เธอผู้มาใหม่ : เรื่องเรียบง่ายและธรรมดาที่เรียกว่า ธรรมะ

    เป็นการยากที่เราจะเห็นได้ว่า
    ธรรมะเป็นเรื่องเรียบง่ายและธรรมดาที่สุด
    เพราะภาพลักษณ์ของศาสนา หรือของธรรมะ ที่เรารู้จักนั้น
    ดูอย่างไรก็ไม่ธรรมดาเลย
    เริ่มตั้งแต่ภาษาที่ใช้ เต็มไปด้วยภาษาบาลี มีศัพท์ที่มีความหมายเฉพาะมากมาย
    แค่ทำความเข้าใจศัพท์ก็ยากนักหนาแล้ว

    พอรู้ศัพท์แล้วลงมือศึกษาตำราจริงๆ
    ก็พบความยากอีก คือธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้มีมากเหลือเกิน
    และตำราที่พระรุ่นหลังลงมาท่านเขียนไว้ ก็มีอีกมากมาย

    บางท่านพอใจที่จะลงมือปฏิบัติ ก็มีปัญหาอีกว่า
    สำนักปฏิบัติมีมากมาย ทุกสำนักบอกว่าแนวทางของตน
    ถูกตรงที่สุดตามหลักมหาสติปัฏฐาน
    บางทีก็ทับถมสำนักอื่นหน่อยๆ ว่า  สอนไม่ตรงทาง

    ความยากลำบากนี้ พบกันทุกคนครับ
    ทำให้ผมต้องนั่งถามตนเองว่า เป็นไปได้หรือไม่
    ที่เราจะศึกษาธรรมได้อย่างง่ายๆ โดยไม่ต้องรู้ศัพท์บาลี
    หรือไม่ต้องอ่านหนังสือ หรือเข้าสำนักปฏิบัติใดๆ เลย

    *****************************************************

    ความจริงธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ เป็นเรื่องง่าย ๆ ธรรมดาๆ
    ดังที่ผู้ได้ฟังธรรมจากพระโอษฐ์ มักจะอุทานว่า
    "แจ่มแจ้งนักพระเจ้าข้า  ธรรมที่ทรงแสดงเหมือนดังเปิดของคว่ำให้หงาย"
    ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจอะไรนัก ที่ผู้ฟังจะรู้สึกเช่นนั้น
    ก็เพราะผู้ฟังเอง เกิดมากับธรรม อยู่กับธรรม จนตายไปกับธรรม
    เป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
    เพียงแต่มองไม่เห็นว่า ธรรมได้แสดงตัวอยู่ที่ไหน
    เมื่อพระพุทธเจ้าทรงชี้แนะ ก็สามารถรู้เห็นตามได้โดยง่าย

    อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถึงพร้อมด้วยความรอบรู้
    สามารถอธิบายธรรมอันยุ่งยากซับซ้อนให้ย่นย่อเข้าใจง่าย
    สามารถขยายความธรรมอันย่นย่อให้กว้างขวางพอเหมาะแก่ผู้ฟัง
    ทรงปราศจากอุปสรรคทางภาษา
    คือสามารถสื่อธรรมด้วยภาษาที่ผู้ฟังเข้าใจได้ง่ายๆ

    ไม่เหมือนผู้ศึกษาและสอนธรรมจำนวนมากในรุ่นหลัง
    ที่ทำธรรมะซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวและแสนธรรมดา
    ให้กลายเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อน และไกลตัวเสียเหลือประมาณ
    จนเกินความจำเป็นเพื่อความพ้นทุกข์
    และสั่งสอนด้วยภาษา ที่ผู้ฟังไม่สามารถเข้าใจได้โดยง่าย

    ***********************************************

    แท้จริงแล้ว ธรรมเป็นเรื่องใกล้ตัว ใกล้จนถึงขนาดที่เรียกว่า
    เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ตัวเราเอง
    และขอบเขตของธรรมะก็มีเพียงนิดเดียวคือ
    ทำอย่างไรจึงจะไม่เกิดความทุกข์

    ถ้าจะศึกษาธรรมะ ก็ศึกษาลงไปเลยว่า
    "ความทุกข์อยู่ที่ไหน เกิดขึ้นได้อย่างไร และดับไปได้อย่างไร"
    และความสำเร็จของการศึกษาธรรมะ
    อยู่ที่ปฏิบัติจนเข้าถึงความพ้นทุกข์
    ไม่ใช่เพื่อความรอบรู้รกสมอง
    หรือเพื่อความสามารถในการอธิบายแจกแจงธรรมได้อย่างวิจิตรพิสดาร

    แท้จริงแล้ว ความทุกข์ของคนเราอยู่ในกายในจิตของตนนั่นเอง
    สนามศึกษาธรรมะของเรา จึงอยู่ที่กายที่จิตนี้แหละ
    แทนที่เราจะเที่ยวเรียนรู้ออกไปภายนอก
    ก็ให้เราย้อนเข้ามาศึกษาอยู่ในกายในจิตของเรานี้แหละ

    วิธีการก็ไม่มีอะไรมาก ขอเพียงให้หัดสังเกตกายและจิตของเราเองให้ดี
    เริ่มต้นง่ายๆ จากการสังเกตร่างกายก่อนก็ได้

    ขั้นแรก ทำใจให้สบายๆ อย่าเคร่งเครียด
    อย่าไปคิดว่าเราจะปฏิบัติธรรม แต่ให้คิดเพียงว่า
    เราจะสังเกตดูร่างกายของเราเองเท่านั้น
    สังเกตแล้วจะรู้ได้แค่ไหนก็ไม่เป็นไร
    เอาแค่ว่าจะเฝ้าสังเกตให้ได้เท่าที่ทำได้ก็พอ

    เมื่อทำใจสบายๆ แล้ว ลองนึกถึงร่างกายของเรา
    นึกถึงให้รู้พร้อมทั้งตัวเลยก็ได้
    เหมือนเรากำลังดูหุ่นยนต์อยู่สักตัวหนึ่ง
    ที่มันเดินได้ เคลื่อนไหวได้ ขยับปากได้
    กลืนอาหารอันเป็นวัตถุเข้าไปในร่างกาย
    ขับถ่ายกากอาหารออกจากร่างกาย

    ถ้าเราเห็นหุ่นยนต์ที่ชื่อว่าตัวเรา มันทำโน่นทำนี่ไปเรื่อยๆ
    เราเป็นคนดูเฉยๆ
    ถึงจุดหนึ่งก็จะเห็นแจ้งประจักษ์ใจเองว่า
    ร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเรา   มันเป็นวัตถุก้อนหนึ่งเท่านั้น
    มีความไม่หยุดนิ่ง ไม่คงที่ แม้แต่วัตถุที่ประกอบเป็นเจ้าหุ่นตัวนี้
    ก็ยังมีความเปลี่ยนแปลงไหลเข้าไหลออกอยู่ตลอดเวลา
    เช่นหายใจเข้าแล้วก็หายใจออก กินอาหารและน้ำแล้วขับถ่ายออก
    ไม่ใช่สิ่งที่เป็นก้อนธาตุที่คงที่ถาวร
    ความยึดถือด้วยความหลงผิดว่า กายเป็นเรา ก็จะบรรเทาเบาบางลงได้
    แล้วก็จะเห็นอีกว่า
    ยังมีธรรมชาติที่เป็นผู้รู้ร่างกาย อาศัยอยู่ในร่างกายนี้เอง

    เมื่อเห็นชัดแล้วว่า กายนี้เป็นแค่ก้อนธาตุ ไม่คงที่ ไม่ใช่ตัวเรา
    คราวนี้ก็ลองมาสังเกตสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในร่างกายนี้ต่อไป
    เป็นการเรียนรู้เรื่องของเราเองให้ละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก

    สิ่งที่แฝงอยู่ในร่างกายที่เห็นได้ง่ายๆ
    คือความรู้สึกเป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง เฉยๆ บ้าง
    เช่นเมื่อเราเห็นหุ่นยนต์ตัวนี้เคลื่อนไหวไปมา
    ไม่นานก็จะเห็นความเมื่อยปวด ความหิวกระหาย
    หรือความทุกข์อย่างนั้นอย่างนี้แทรกเข้ามาเป็นระยะๆ
    พอความทุกข์นั้นผ่านไปทีหนึ่ง
    ก็จะรู้สึกสบายไปอีกช่วงหนึ่ง(รู้สึกเป็นสุข)
    เช่นกระหายน้ำ เกิดเป็นความทุกข์ขึ้น
    พอได้ดื่มน้ำ ความทุกข์เพราะความกระหายน้ำก็ดับไป
    หรือนั่งนานๆ เกิดความปวดเมื่อย รู้สึกเป็นทุกข์
    พอขยับตัวเสีย ก็หายปวดเมื่อย รู้สึกว่าทุกข์หายไป(รู้สึกเป็นสุข)

    บางคราวมีความเจ็บไข้ได้ป่วย
    ก็จะรู้ความทุกข์ทางกายได้ต่อเนื่องยาวนานขึ้น
    เช่นเกิดปวดฟันติดต่อกันนานๆ เป็นวันๆ
    ถ้าคอยสังเกตรู้ความทุกข์ที่เกิดขึ้นนั้น
    ก็จะเห็นชัดว่า ความปวดนั้นเป็น สิ่งที่แทรก อยู่กับเหงือกและฟัน
    แต่ตัวเหงือกและฟัน มันไม่ได้เจ็บปวดด้วยเลย
    กายเหมือนหุ่นยนต์ที่ไม่มีความเจ็บปวด
    เพียงแต่มีความเจ็บปวด เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แฝงอยู่ในกาย

    เราก็จะรู้ชัดว่า ความรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ หรือรู้สึกเฉยๆ
    ไม่ใช่ร่างกาย แต่เป็นสิ่งอีกสิ่งหนึ่งที่แทรกอยู่ในร่างกาย
    และที่สำคัญ เจ้าความรู้สึกเหล่านั้น
    ก็เป็นสิ่งที่กำลังถูกรู้ ถูกดูอยู่ เช่นเดียวกับร่างกายนั้นเอง

    ถัดจากนั้น เรามาเรียนรู้เรื่องราวของตัวเองให้ละเอียดมากขึ้น
    คือคอยสังเกตให้ดีว่า เวลาที่เกิดความทุกข์ขึ้นนั้น
    จิตใจของเรามันจะเกิดความหงุดหงิดรำคาญใจตามมาด้วย
    เช่นหิวข้าวแล้วจะโมโหง่าย เหนื่อยก็โมโหง่าย
    เจ็บไข้ก็โมโหง่าย เกิดความใคร่แล้วไม่ได้รับการตอบสนองก็โมโหง่าย
    ให้เราหัดรู้ให้เท่าทันความโกรธที่เกิดขึ้น ในเวลาที่เผชิญกับความทุกข์

    ในทางกลับกัน เมื่อเราได้เห็นของสวยงาม ได้ยินเสียงที่ถูกใจ
    ได้กลิ่นหอมถูกใจ ได้ลิ้มรสที่อร่อย
    ได้รับสิ่งสัมผัสร่างกายที่นุ่มนวล
    มีอุณหภูมิพอเหมาะ ไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป
    ได้คิดถึงสิ่งที่พอใจ
    เราจะเกิดความรักใคร่พึงพอใจในสิ่งที่
    ได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น  ได้รส ได้สัมผัส และได้คิดนึกนั้น
    ก็ให้เรารู้เท่าทันความรักใคร่พอใจที่เกิดขึ้นนั้น

    พอเรารู้จักความโกรธ หรือความรักใคร่พอใจแล้ว
    เราก็สามารถรู้จักกับอารมณ์อย่างอื่นๆ ได้ด้วย
    เช่นความลังเลสงสัย ความอาฆาตพยาบาท ความหดหู่ใจ
    ความอิจฉาริษยา ความคิดลบหลู่ผู้อื่น
    ความผ่องใสอิ่มเอิบของจิตใจ ความสงบในจิตใจ ฯลฯ

    เมื่อเราเรียนรู้อารมณ์หรือความรู้สึกเหล่านี้มากขึ้นๆ
    เราก็จะเริ่มรู้ว่า ความจริงแล้วอารมณ์ทุกอย่างนั้นไม่คงที่
    เช่นเมื่อโกรธ และเราก็รู้อยู่ที่ความโกรธนั้น
    ก็จะเห็นระดับของความโกรธเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
    อยู่ไปๆ ความโกรธก็ดับไปเอง
    และไม่ว่าความโกรธจะดับหรือไม่ก็ตาม
    ความโกรธก็เป็นแค่สิ่งที่ถูกรู้ ไม่ใช่ตัวเรา ไม่มีเราอยู่ในความโกรธ
    แม้อารมณ์อื่นๆ ก็จะเห็นในลักษณะเดียวกับความโกรธนี้ด้วย

    ถึงตอนนี้ เราจะรู้ชัดว่า ร่างกายก็เป็นแค่หุ่นยนต์ตัวหนึ่ง
    ความรู้สึกสุขทุกข์ และอารมณ์ทั้งหลาย ก็เป็นสิ่งที่ถูกรู้ ไม่ใช่ตัวเรา
    เมื่อหัดสังเกตเรียนรู้จิตใจตนเองมากขึ้น
    คราวนี้ก็จะเห็นการทำงานของจิตใจได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
    จนรู้ความจริงว่า ความทุกข์เป็นเพียงสิ่งที่มีเหตุทำให้เกิดขึ้นเป็นคราวๆ เท่านั้น

    เราจะพบพลังงานหรือแรงผลักดันบางอย่างในจิตใจของเรา
    เช่นพอเห็นผู้หญิงสวยถูกใจ
    พอจิตใจเกิดความรู้สึกรักใคร่พอใจแล้ว
    มันจะเกิดแรงผลักดันจิตใจของเรา
    ให้เคลื่อนออกไปยึดเกาะที่ผู้หญิงคนนั้น
    ทำให้เราลืมดูตัวเอง เห็นแต่ผู้หญิงคนนั้นเท่านั้น

    (เรื่องจิตเคลื่อนไปได้นี่ ถ้าเป็นคนที่เรียนตำราอาจจะงงๆ
    แต่ถ้าลงมือปฏิบัติจริง จะเห็นว่า ความรับรู้มันเคลื่อนไปได้จริงๆ
    ตรงกับที่พระพุทธเจ้าท่านพูดเรื่องจิตเที่ยวไปได้ไกล
    ไม่มีคลาดเคลื่อนแม้แต่คำเดียว)

    หรือเมื่อเราเกิดความสงสัยในธรรม ว่าเราควรปฏิบัติอย่างไร
    ก็จะเห็นแรงผลักดันที่บังคับให้เราคิดหาคำตอบ
    จิตใจของเราเคลื่อนเข้าไปอยู่ในโลกของความคิด
    ตอนนั้น เราลืมดูตัวเราเอง
    เจ้าหุ่นยนต์นั้นก็ยังอยู่ แต่เราลืมนึกถึงมันก็เหมือนกับว่ามันหายไปจากโลก
    ความรู้สึกต่างๆ ในจิตใจเราเป็นอย่างไร เราก็ไม่รู้
    เพราะมัวแต่คิดหาคำตอบในเรื่องที่สงสัยอยู่นั่นเอง

    หัดรู้ทันจิตใจตนเองมากเข้า ไม่นานก็จะทราบด้วยตนเองว่า
    ความทุกข์เกิดขึ้นได้อย่างไร
    ความพ้นทุกข์เกิดขึ้นได้อย่างไร
    สภาพที่ไม่ทุกข์ เป็นอย่างไร
    สภาพจิตใจมันจะพัฒนาของมันไปเองทุกอย่าง
    ไม่ต้องไปคิดเรื่องฌาน เรื่องญาณ หรือเรื่องมรรคผลนิพพานใดๆ ทั้งสิ้น

    ถึงตรงนี้ อาจจะพูดธรรมะไม่ได้สักคำ แปลศัพท์บาลีไม่ได้สักตัว
    แต่จิตใจพ้นจากความทุกข์ หรือมีความทุกข์ ก็ทุกข์ไม่มากและไม่นาน

    *******************************************************************

    ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นเป็นของฝากสำหรับผู้เริ่มสนใจจะศึกษาธรรมะ
    เพื่อบอกว่า ธรรมะ เป็นเรื่องธรรมดาๆ เป็นเรื่องของตัวเราเอง
    และสามารถเรียนรู้ได้ไม่ยากนัก ด้วยตนเอง
    อย่าพากันท้อถอยเสีย เมื่อได้ยินคนอื่นพูดธรรมะแล้วเราฟังเขาไม่รู้เรื่อง
    เราไม่ต้องรู้อะไรเลยก็ได้
    รู้แค่ว่า ทำอย่างไรเราจะไม่ทุกข์ ก็พอแล้ว
    เพราะนั่นคือใจความทั้งหมดของพระพุทธศาสนา
    ซึ่งจำเป็นที่คนๆ หนึ่งควรจะเรียนรู้ไว้

ทางสายกลางเพื่อความหลุดพ้น

ปฐมเทศนาของพระพุทธเจ้าคือเรื่องของทางสายกลาง

- ไม่เป็นไปเพื่อการทรมานตัวเองให้ลำบาก
- ไม่เป็นไปเพื่อการเสพสุขในโลก ติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส

ทางสายกลางนั้นมีอยู่คือ มรรคมีองค์8

1.มีความเห็นที่ถูกต้อง
- สัตว์โลกล้วนเป็นทุกข์จากการเกิดแก่เจ็บตายไม่รู้จักจบสิ้น เวียนว่ายตายเกิด
- สาเหตุแห่งทุกข์เกิดจากการเกิด สาเหตุของการเกิดคือความอยาก
- จุดที่ดับทุกข์อย่างแท้จริง คือไม่มาเวียนเกิดตายอีกมีอยู่จริงคือ "นิพพาน"
- หนทางนำไปสู่ "นิพพาน" คือ มรรคมีองค์8

2.มีความคิดตั้งใจที่ถูกต้อง
- มีความคิดว่ารูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสเป็นทุกข์ และมีความคิดที่จะหนีจากสิ่งเหล่านี้
- สัตว์โลกทั้งหลายพึงไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน

3.การพูดจาให้ถูกต้องเหมาะสม
- ไม่พูดโกหก ไม่พูดเท็จ
- ไม่พูดจายุยงให้เกิดผลเสีย ไม่พูดทำร้ายซึ่งกันและกัน
- ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไร้สาระ

4.การกระทำชอบ มีศีลทางกาย
- ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทำร้ายเบียดเบียนให้เขาเกิดความลำบาก
- ไม่ลักขโมย ฉ้อโกง
- ไม่ประพฤติผิดในกาม

5.การประกอบอาชีพชอบ
- เป็นอาชีพที่ไม่ได้เบียดเบียนใคร อาทิ ฆ่าสัตว์ ค้ายาพิษ ค้าอาวุธ ขายสัตว์ให้เอาไปฆ่า ค้ามนุษย์
- การประกอบอาชีพ ต้องไม่หารายได้มาเพื่อมัวเมาในกาม ทำอย่างพอเพียง

6. มีความเพียรในการขัดเกลาจิตใจ
- ป้องกันไม่ให้อกุศลเกิดขึ้นในใจ
- หากอกุศลเกิดแล้วให้ละออกโดยเร็ว
- หมั่นเจริญกุศลในเกิดในใจ (อานาปานสติ)
- รักษากุศลที่เกิดแล้วไว้ให้ดี

7. มีสติรู้ตามจริง
- รู้ทันร่างกายตามจริง ทั้งลมหายใจ อิริยาบถ ร่างกายเป็นของไม่เที่ยง
- รู้ทันเวทนา ว่าสุข ทุกข์ เฉยๆ เกิดขึ้นแล้วดับไป
- รู้ทันจิตใจ ว่าจิตใจเป็นอย่างไร เป็นกุศลหรืออกุศล
- รู้ในธรรม ข้อคิดต่างๆ ธรรมอันเป็นกฏธรรมดาสามอย่าง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่มีตัวตน

8.มีสมาธิในระดับฌาณ

ทั้งแปดข้อนี้เป็นไปเพื่อความดับทุกข์อย่างเด็ดขาดถาวร
คือไม่นำดวงจิตนี้มาเกิดซ้ำซากอีก ในจักรวาลสมมติอันนี้
ทั้งนี้เกิดจากจิตได้เรียนรู้ความจริง (ไม่ใช่ท่องเอานะครับ)
ความจริงที่ว่า กายใจนี้ไม่เที่ยง และเป็นทุกข์ การเกิดมาในโลกเป็นทุกข์
กายใจนี้ไม่ใช่ของเราเลย ไม่มีสิ่งใดๆในโลกที่เป็นของน่าเอาน่าเป็นเลย
จิตจะเกิดความเบื่อหน่าย และไม่ย้อนกลับมาเกิดอีกในโลกนี้

ระดับขั้นของการหลุดพ้น ก็คือการได้ถึงระดับอริยบุคคล 4 ระดับ
- พระโสดาบัน (ผู้ได้กระแสนิพพาน) มีสิ่งที่พระโสดาบันละได้คือ
ละสักกายทิฏฐิ ความเห็นผิดว่านี่คือบุคคล ตัวตน เรา เขา
ในโลกเสมือนที่เราอาศัยอยู่นี้ การเกิดขึ้นของบุคคลสัตว์ เป็นเพียงการประชุมกันของธาตุ
เมื่อเราเห็นว่านี่คือตัวตน ตัวบุคคล ตัวเรา ของเรา เมื่อนั้นย่อมเกิดความทุกข์ขึ้น
เพราะสิ่งสมมติในโลกนี้ย่อมเสื่อมสภาพไปเป็นธรรมดา

วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2558

การถอนหญ้าในสนาม















ที่สนามหญ้าหน้าบ้านผมมีหญ้าแห้วหมูขึ้นประปราย
มองดูตอนแรกก็เหมือนน้อย แต่พอนานๆเข้าชักเยอะจนรก

หญ้าแห้วหมูนี้จัดเป็นปัญหากับพวกชาวสวนอยู่มาก
เพราะขึ้นได้ในทุกที่ และที่สำคัญกำจัดได้ยาก
เนื่องจากมีหัวอยู่ใต้ดิน
เจ้าหัวนี้แหละที่มีความอึดมาก ขนาดที่ว่าเอาไปต้มน้ำเดือดยังไม่ตายเลย

พี่อ้วนคนรถบอกว่า หัวหญ้าแห้วหมูใช้ต้มทำยาหม้อแผนโบราณได้
พอต้มเสร็จเททิ้งไว้ ปรากฏว่าสามารถงอกออกมาได้อีก

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่หญ้าแห้วหมูจะเป็นวัชพืชที่มารบกวนอยู่เสมอ

วิธีกำจัดหญ้าแห้วหมูที่ได้ผลดียิ่งคือ "ถอนทีละต้น"
เราไม่สามารถตัดได้ เพราะไม่นานหญ้าก็จะงอกมาใหม่
และการถอนนี้จะต้องดึงให้ออกถึงรากถึงหัว ไม่เช่นนั้นก็งอกออกใหม่ได้อีกอยู่ดี

การจะมีสนามหญ้าที่สวยงามเรียบเนียนได้ระดับนั้นจึงต้องควบคุมวัชพืชไม่ให้เกิด

ผมถอนหญ้าแห้วหมูไปพลางคิดถึงหลักการดำเนินชีวิต
หญ้าเปรียบเสมือนจุดอ่อน ข้อด้อย หรือนิสัยที่ไม่ดีของเรา
ต้องหมั่นคอยถอนออกเสมอ อย่าปล่อยให้รกเป็นป่า
ไม่อย่างนั้นพอนึกจะถอนก็หมดกำลังใจเสียแล้ว (เพราะต้องถอนทีละต้น)

แล้วก็ต้องพึงระวังอย่าให้หญ้าใหม่เกิดขึ้น
หากว่าเขาเริ่มงอกขึ้นมาให้เห็น ให้รีบถอนออกเลย จะถอนง่าย
หากทิ้งให้อยู่นานๆ หญ้าจะงอกเป็นกอ และแตกต้นเล็กต้นน้อยเต็มไปหมด
แทนที่จะออกแรงถอนแค่ต้นเดียว กลับต้องถอนเป็นสิบๆต้น

เท่าที่ผมสังเกตุ หญ้าแห้วหมูจะขึ้นแทรกบริเวณที่หญ้าสนามของเราไม่หนาแน่น
ตรงไหนดินไม่มีหญ้าดีๆคลุม ตรงนั้นหญ้าแห้วหมูจะงอกขึ้นได้ง่าย
พอหญ้าแห้วหมูขึ้น หญ้าดีก็จะไม่ขึ้นในบริเวณนั้น
ในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไป หญ้าแห้วหมูจะขึ้นเป็นกอใหญ่ยากแก่การกำจัด

เรื่องหญ้าแห้วหมูนี้ทำให้ผมนึกถึงหลักธรรมในพุทธศาสนาคือ

สัมมัปปธาน ๔

 คือ การมุ่งมั่นทำความชอบ มี 4 ประการ

  1. สังวรปทาน คือ เพียรระงับการกระทำอกุศล ไม่ให้เกิดขึ้น ( เพียรระวัง )
  2. ปหานปทาน คือ เพียรละเลิกอกุศลที่กำลังกระทำอยู่ ( เพียรละ )
  3. อนุรักขปทาน คือ เพียรรักษา กุศลธรรม ที่เกิดขึ้นแล้ว ( เพียรรักษา )
  4. ภาวนาปทาน คือ เพียรฝึกฝนบำรุงกุศลธรรม ให้เจริญยิ่งขึ้น ( เพียรเจริญ )

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สติคือสิ่งสำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนา

ผมได้ฟังธรรมบรรยายของท่านพุทธทาสเรื่อง "สติ" แล้วก็รู้สึกประทับใจมาก

คำถามก็คือ เวลาที่เราอ่านธรรมมะไปมากๆ เราก็เข้าใจกันหมดว่า สิ่งทั้งปวง มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป แต่ทำไมเวลาที่เกิดสิ่งเหล่านั้นกับตัวเราเข้าจริงๆ เช่น ญาติเสีย กลับทำใจไม่ได้ (พอเกิดกับคนอื่นก็เฉยๆ แต่พอเกิดกับเราหรือคนที่เรารัก กลับทำใจไม่ได้ ร้องไห้ฟูมฟาย)

คำตอบก็คือ เป็นเพราะ "สติ" ของเราเกิดไม่ทัน

แม้ว่าจะศึกษาหลักธรรมมะมาเป็นอันมาก แต่หากสติเกิดไม่ทัน ก็จะทำให้ทุกข์เกิดขึ้นเหมือนคนที่ไม่เคยศึกษาธรรมมะอยู่ดีนั่นเอง

นี่คือความสำคัญของสติในแง่ของปุถุชนที่จะต้องฝึกให้มีมากขึ้นเพื่อลดระดับความทุกข์

และสตินั้นยังมีความสำคัญในแง่ของโลกุตระ (ธรรมเพื่อการหลุดพ้น) ด้วย คือเป็นตัวเริ่มในองค์ธรรม โพชฌงค์ 7 อีกด้วย (สติ ธรรมวิจัย วิริย ปิติ ปัทสัทธิ สมาธิ อุเบกขา)

สติเป็นองค์ธรรมที่มีแต่ประโยชน์ไม่มีโทษเลย ยิ่งทำให้มากเท่าไรยิ่งดีเท่านั้น

ท่านว่าสติเป็นเหมือนเครื่องลำเลียง นำปัญญา นำความจำ ความรู้ ออกมาใช้ต่อสู้กับสถานการณ์ต่างๆ ถ้าเรามีสติมาก ก็ย่อมคว้าเอาสิ่งเหล่านี้ออกมาใช้ได้อย่างเต็มรูปแบบ บางคนมีความรู้มาก แต่ไม่สามารถเอามาใช้ได้ ก็ถือว่าเสียของเปล่าๆ

สติเป็นอาการหนึ่งของจิตนั่นเอง = เจตสิก

การฝึกสติ = การฝึกจิตให้มีสติมากๆ

การฝึกที่ดี ที่เป็นทางสายเอกก็คือ การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก (อานาปานสติ)

จากข้อสรุปที่ผมได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ เราก็จะมาสรุปลงที่การทำอานาปานสติ
ที่จะเร่งให้มาก เน้นการทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ผลที่ยิ่งใหญ่ต่อไป




วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2558

เรื่องราวของธรรมมะ 2015

ปีนี้เข้าสู่ปี 2015 ผมอายุได้ 35 ปี
การก้าวหน้าทางธรรมได้เกิดขึ้นเสมอเมื่อคนเราแก่ตัวขึ้น
ผมคิดว่าหากเราได้ศึกษาธรรมอย่างไม่ย่อท้อตลอดเวลา วันนึงมีเรื่องราวที่เป็นประโยชน์เพิ่มขึ้นๆ
สักวันเราจะเข้าไปใกล้ฝั่งฝันคือ "พระนิพพาน" ได้ดั่งปรารถนา

การตั้งจิตไว้มั่นนั้นก็เป็นประโยชน์มากเช่นเดียวกัน
เราตั้งใจที่จะไปถึงนิพพาน อย่างไรเสียวันนึงก็จะต้องไปถึงแน่
ดีกว่าคนและสัตว์อีกหลายล้านที่ไม่เคยที่จะสนใจคำว่า นิพพานเลย

เรามีความโชคดีที่ได้เข้ามาใกล้พระพุทธศาสนา
พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่เกิดขึ้นในโลก สอนให้คนหลุดพ้นจากความทุกข์โดยสิ้นเชิง
ไปสู่ดินแดนแห่งอมตะ ไม่มีเกิดไม่มีตายอีก มีความสุขอยู่ตลอดไป

- นิพพานคือดินแดนอัน จิตปราศจากตัณหา ปราศจากอุปาทาน
- จิตปราศจากความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวกูของกู เมื่อนั้นตัวตนก็หายไป ไม่มีเกิดมา ไม่มีตายไป
- จิตยังคงอยู่ตลอดไป แต่ไม่เป็นตัวตนของเราของเขาหรือของใครๆทั้งสิ้น
- จิตจะเข้านิพพานได้จะต้องเบื่อหน่ายต่อการเกิด ต่อการมีรูปกายเนื้อ หรือแม้แต่กายทิพย์แบบพรหม
- การเบื่อหน่าย เกิดจากการเห็นโลกและจักรวาลตามจริงๆ เห็นอริยสัจ4 เมื่อนั้นจิตจะคลายความยึดติด

เราต้องแน่ใจว่านิพพานคือการดับไปนั้นเป็นสุขอย่างยิ่ง
โดยทั่วไปคนเราก็มักจะกลัวการทืี่อัตตาต้องแตกดับไป หรือต้องสลายไป
ภาษาเราก็เรียกว่ากลัวตายนั่นแหละ
แต่เชื่อเถิดว่าเรานี้ไม่มีทางตายไปได้จริงๆเลยสักครั้ง เพราะอำนาจของจิตอันเป็นอัตโนมัติ
เมื่อร่างกายต้องดับลง จิตจะสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมาทันที
โดยอาศัยวิบาก ผลของการกระทำในชาติก่อนๆ มาทำให้เกิดตัวตนใหม่ขึ้นมา
เราเป็นอย่างนี้กันมาหลายล้านๆชาติแล้ว สะสมบารมีกันมาพอสมควรแล้ว

ชีวิตอันเป็นสุขอยู่ถ่ายเดียวเช่นสวรรค์ หรือ พรหมโลก ช่างน่าอภิรมย์เสียจนเราไม่อยากไปไหน
แต่ว่ามันก็ไม่สามารถคงทนอยู่ได้นานๆ
ถึงคราวก็ต้องเสื่อมกันไปตามกฏพระไตรลักษณ์ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
การเสื่อมจากความสุขก็จะเป็นทุกข์เสมอ
(ยกเว้นว่าจิตไม่ได้ยึดติดกับโลกหรือความสุขนั้นๆเลย)

การเกิดมาในโลกมนุษย์นั้นก็เป็นปากเหว เป็นทางแพร่งของการสร้างกรรมใหม่
เราสร้างได้ทั้งกรรมดี เอาให้ดียิ่งๆขึ้นให้วิเศษสุดๆ ให้เป็นบุญขั้นสูงสุด เราสร้างที่โลกนี้ก็ได้ตามนั้น
หรือเราอาจจะพลาดพลั้งทำชั่วไปตามแรงบีบคั้นต่างๆ
ผลกรรมทำให้เราพลาดตกต่ำลงไปแล้วขึ้นมาได้ยากก็เป็นไปได้

เราไม่มองย้อนอดีตกันละ เพราะมันผ่านมาแล้ว

แต่ในปัจจุบันที่เราเกิดกันเป็นมนุษย์นี้ เป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อ

- หากมีความคิดที่จะทำดี ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีขั้นประถม ปฐม หรือ อนุบาล
เพราะมันจะเป็นความคิดที่เป็นเข็มทิศให้กัับชีวิตของเราต่อๆไป
แม้เรือชีวิตจะเจอมรสุมบ้าง จอดพักบ้าง จอดซ่อมบ้าง แต่หากไปตามเข็มทิศที่ถูก มันย่อมต้องไปดี

- หากมีความคิดที่จะไปสู่พระนิพพาน ถือว่าเป็นความคิดขั้นมัธยม
แต่ต้องรู้จักนิพพานในความหมายจริงๆนะครับ ไม่ใช่นิพพานแบบนกแก้วนกขุนทอง
บรรดาธรรมทั้งหลายในโลกล้วนแล้วแต่ไม่น่ายึดมั่นถือมั่น
นี่คือหัวใจของพระพุทธศาสนา

- หากเริ่มที่จะปฏิบัติธรรมด้วยแล้ว ก็ถือว่าเริ่มเข้ามหาวิทยาลัยกันแล้ว
หลักของการปฏิบัติธรรมนั้น พอเรียนไปสักพัก ก็จะเริ่มเข้าใจถึงเค้าโครงของหลักสูตรทั้งหมด
(หลักสูตรเพื่อบรรลุนิพพาน การหลุดพ้น)
แต่สิ่งที่เป็นความยากจริงๆ ก็คือ การปฏิบัติอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เนื่องจากศาสนาพุทธ เป็นศาสนาแห่งการปฏิบัติ ไม่ได้เป็นศาสนาแห่งการสวดอ้อนวอนขอเอา เราสามารถใช้ชีวิตที่ยังเหลืออยู่นี้ ปฏิบัติให้เข้าใจจิตใจเราอย่างลึกซึ้งที่สุด ให้ได้ เมื่อเข้าใจแล้ว ก็เท่ากับบรรลุตามพุทธประสงค์


วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558

สิ่งสำคัญของการทำงาน

การทำงานคือการทำให้คนมีคุณค่าและมั่งคั่ง ในโลกของทุนนิยมสมัยใหม่นี้

ในสมัยโบราณการหาอาหารกินให้เพียงพอนั่นก็พอแล้วสำหรับโลกที่ไม่ต้องการการสะสม
คุณค่าของผู้คนอาจอยู่ที่การมีพละกำลังเข้มแข็ง เพราะโลกโบราณอันตรายอยู่รอบตัวและไม่มีกฏหมายคุ้มครอง

ในโลกยุคศักดินา คุณค่าของคนกลับไปอยู่ที่การถือครองศักดินาสูงๆ คนเป็นเจ้าของที่ดินมาก ก็ย่อมเก็บเกี่ยวผลผลิตได้มาก มีคนในที่ดินเป็นพวกมาก เจ้าศักดินาให้การปกป้องคุ้มครองพวกคนในที่ดินของตน โดยอ้างอิงจากอำนาจของกษัตริย์

ในโลกยุคปัจจุบันคุณค่าของคนอยู่ที่เงิน แม้เป็นการใจร้ายที่เราจะพูดแบบนี้แต่นี่ก็เป็นความจริง ทว่าเงินนั้นหาได้มาจากที่ใด บ้างได้เป็นมรดกมาจากพ่อแม่ บ้างได้มาจากการทำงานหนัก บ้างได้มาจากการใช้สมองและสติปัญญาคิดประดิษฐ์อะไรใหม่ๆ บางรายได้จากเงินปันผลจากกิจการ

ผมว่ามันเป็นแหล่งที่มาของเงินที่หลากหลายดี มีทั้งเกิดจากความสามารถในตัวเอง และมีทั้งสามารถสืบทอดมาได้จากพ่อแม่เป็นมรดก (แม้ว่าลูกจะเป็นคนที่ไม่มีความสามารถอะไร แต่ก็ถือว่าเป็นคนสำคัญได้เพราะมีมรดกจากพ่อแม่มากนั่นเอง)

ความร่ำรวยของคนถูกพิทักษ์ไว้ด้วยรัฐ ได้รับการรับรองโดยรัฐ ใครไม่สามารถมาปล้นชิงไปได้ ซึ่งต่างกับรัฐคอมมิวนิสต์ที่รัฐเป็นคนปล้นชิงความร่ำรวยไปเสียเอง โดยทั่วไปรัฐต่างๆในโลกนี้ต่างก็พิทักษ์ความร่ำรวยให้กับปัจเจกบุคคลทั้งสิ้น

ผมจะกล่าวถึงเงินจากการทำงาน เพราะนั่นจะเป็นการ "เข้าถึง" คนส่วนใหญ่ในสังคมได้ดีที่สุด คนรวยมีน้อย คนจนมีมาก

เราจะกล่าวถึงคนจนๆทั่วไป ผมหมายถึงคนชั้นทำงาน พวกพนักงานบริษัท หรือ กรรมกร ก็ดี
white collar or blue collar are just a worker for salt (salary)

เงินจากการทำงาน จำเป็นเหลือเกินที่เราจะต้องพัฒนาตนเองให้เป็นแรงงานที่มีฝีมือ
ภาษาไทยเรียก "เรียนให้สูงๆ จบมาจะได้ทำงานเบา เป็นเจ้าคนนายคน"
ภาษาผมเรียก "แรงงานที่มีฝีมือ"
ยกตัวอย่างพวกแพทย์ ที่เรียนยาก สอบยาก แต่จบออกมาแล้วได้เงินเดือนสูงมาก
นั่นก็เป็นเพราะเขาเป็นแรงงานที่มีฝีมือ

ประเทศไทยยังต้องการใบปริญญา

ทุกวันนี้ผมเห็นเด็กเรียนต่อปริญญาโทกันให้เกลื่อนไปหมด
แต่ว่าปริญญาโทก็ตกงานก็มี

มันมีข้อดีคือว่า หากนายจ้างรับแรงงานระดับปริญญาโทเข้าไป ก็ต้องเพิ่มเงินเดือนค่าจ้างให้

แต่มันก็มีข้อเสียว่า แล้วถ้างานมันไม่ได้ต้องการคนระดับปริญญาโทล่ะ เขาจะจ้างเราทำไมให้เปลืองต้นทุน เพราะว่าจ้างแบบ ปวช ปวส ก็พอมั้ง

ข้อสรุปก็คือ การเรียนให้สูงแม้จะดี แต่ก็ยืนอยู่บนความเสี่ยงอยู่ดี เพราะมันขึ้นกับนายจ้าง ว่าจะจ้างหรือไม่ การยืมจมูกคนอื่นหายใจเป็นความไม่มั่นคง

ผมกลับชื่นชมความชำนาญในอาชีพมากกว่า

ช่างเครื่องยนต์ (ไม่ได้จบอะไรมาเลย) ที่ซ่อมรถยนต์ได้ทุกชนิดย่อมมีค่ามากกว่า วิศวกรปริญญาโท ที่ซ่อมอะไรไม่เป็น

การจะร่ำรวยมันต้องมี

1.ความชำนาญในอาชีพ
2.ความรู้รอบด้านอื่นๆ ที่พอจะเอาตัวรอดในสังคมไทย
- ทักษะด้านการเข้าสังคม ความอ่อนน้อมถ่อมตัว อัธยาศัยไมตรี
- ทักษะด้านภาษา ต้อนรับ AEC (ลูกจ้างที่พูดภาษาต่างประเทศได้ มันก็ดูพิเศษมากสำหรับนายจ้าง)
3.ความรู้ด้านการเงิน การใช้เงิน การออมเงิน หัดลงทุนตามกำลัง

บางครั้งต้องทำจากรุ่นสู่รุ่น ถึงจะสร้างความมั่งคั่งได้สำเร็จ



มุมมองจากชามคอหมูย่าง

ผมไปกินร้านบ้านส้มตำกับหนูเฟี๊ยต
คอหมูย่างอร่อยมาก เขาใส่ในชามมีขอบสูง
ผมกินจนนึกว่าหมดแล้ว
ปรากฏว่าเฟี๊ยตบอกว่ายังเหลืออีกชิ้น มันเกาะแนบอยู่กับขอบจานฝั่งผม

จากมุมมอง ผมมองไม่เห็นเลยนะ เจ้าคอหมูย่างชิ้นนั้น
จากมุมมองของเฟี๊ยต เธอเห็นมันชัดเจนเลย

ผมย้อนนึกถึงสิ่งที่เอามาเป็นประโยชน์

บางครั้งคนเราก็มองข้อบกพร่องของตัวเราไม่เห็น
แต่คนใกล้ตัวมองเห็นมันแบบชัดมากๆ

มิตรที่ดีจะตักเตือน
เพื่อนที่ฉลาดจะเงี่ยหูฟังสิ่งที่เพื่อนเตือน

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2558

เรื่องการบรรลุโสดาบัน

น่าสนใจว่าคนเราเกิดมามีความรู้สึกเป็นปัจเจกบุคคลอย่างนี้ได้อย่างไร
และคนเราเมื่อตายแล้วจะไปที่ไหน
ดับสูญหรือไม่ดับสูญ
ด้วยความรู้อันน้อยนิดของเราก็เลยเป็นกังวล

ลองคิดแบบตรรกกะกันดีกว่า

ถ้าตายแล้วดับสูญ ตัวเราไม่มีอีกเลยในจักรวาลนี้ ทั้งปัจจุบันและอนาคต
เราคงตกใจกลัวความตาย
แต่ว่าเมื่อได้ตายไปแล้วก็คงไม่เหลือใครจะมาเดือดร้อนอีก
ก็เหมือนเมื่อเราได้หลับไป ฟ้าจะถล่มแผ่นดินจะทลาย หากเราหลับอยู่ (ไม่มีตัวตนมารับรู้) ก็ไม่รู้สึกอะไร
การตายก็เหมือนการหลับ
คนเราไม่เห็นกลัวการหลับ

แต่ที่ห่วงอีกอันก็เป็นคนที่เรารัก และทรัพย์สินที่หามาได้

ทรัพย์สินไม่น่าห่วง หากว่าโลกหน้ามีก็เริ่มต้นกันใหม่ ดีร้ายจะมีทรัพย์อันวิจิตรกว่าโลกนี้อีกหลายร้อยเท่า

คนที่เรารัก เราจะต้องพลัดพราก แม้เกิดมาเจอกันอีกก็จำกันไม่ได้
มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นทุกคนมิใช่หรือ
คนที่เราไม่ได้เป็นครอบครัวด้วยในชาตินี้
ในชาติก่อนก็อาจเป็นคนที่เรารักมาก
ในเมื่อจำกันไม่ได้ ก็ขอส่งความปรารถนาดีให้กับคนทุกคนที่เรารู้สึกดีด้วยในชาตินี้
ให้พวกเขาหรือเธอมีความสุข
ช่วยอะไรได้ก็ช่วยไปเต็มกำลัง

เขาหรือเธออาจจะเป็นสัตว์ก็ได้

ความเมตตาจะแผ่ไปให้ทุกคนอย่างไม่มีขอบเขตสิ้นสุด

สิ่งเดียวที่น่ากลัวก็คือ การไปเกิดในทุคติภูมิ
เพราะไม่มีอะไรมาการันตีความสะอาดของคุณในทุกชาติๆไป
ชาตินี้คุณยังดีกันอยู่เพราะว่าได้สภาพแวดล้อมดี

แต่ชาติหน้า เวลาหน้าไม่แน่ เพราะแรงบีบคั้นอื่น มันจะมาหลอกให้ทำความชั่ว

สิ่งที่ทำได้มากที่สุดตามปัญญาน้อยๆ ของชาตินี้ก็คือทำดีให้มากที่สุด
เพื่อส่งกระแสของความดีให้ต่อไปยังชาติต่อๆไป ให้เรามีจิตใจที่ตั้งมั่นในกุศล
นั่นจะต้องทำให้ไม่ขาดตอนกันเลยทีเดียว

การบำเพ็ญญาณ ก็ดี เพราะทำให้จิตแข็งแรง
แต่ก็ไม่สามารถหลุดพ้นไปได้
ควรทำเอาไว้บ้าง แม้เทวดาชั้นสูงๆก็มีความสามารถระดับเข้าฌาณได้

สิ่งที่น่าจะปลดปล่อย และทำให้สำเร็จกันในชาตินี้ก็คือ
"การตกกระแสแห่งการละวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น"

มันเหมือนกับการสร้างนิสัยของการทำความดี สะสมบุญนั่นละ

แต่ของเราจะเป็น "นิสัย" แห่ง "การละความยึดมั่นถือมั่น"

คนเราติดอยู่ใน กาย+ใจ นี้
ทำให้ไม่สามารถหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้

การจะเข้าสู่กระแสนิพพานได้ต้องละความยึดมั่นในขันธ์ 5 ให้ได้
รูป / เวทนา+สัญญา+สังขาร+วิญญาณ
ในที่นี้เราขอให้ละความยึดติดในรูป+นามให้ได้ก่อน (สักกายทิฏฐิ)
เพื่อจะได้บรรลุโสดาบัน

(สำหรับความยึดติดที่ละเอียดกว่านัั้นค่อยละออกอีกที อาทิ  กามราคะ ปฏิฆะ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุธธัจจะ อวิชชา)

ทีนี้สำหรับพวกคนธรรมดาอย่างเราๆ
ลองมาดูแค่ขันธ์ 5 ตัวแรกคือ รูป
เราละได้ไหม?

สละร่างกายเป็นอาจารย์ใหญ่ให้ นักศึกษาแพทย์เอาไปผ่า