การทำงานคือการทำให้คนมีคุณค่าและมั่งคั่ง ในโลกของทุนนิยมสมัยใหม่นี้
ในสมัยโบราณการหาอาหารกินให้เพียงพอนั่นก็พอแล้วสำหรับโลกที่ไม่ต้องการการสะสม
คุณค่าของผู้คนอาจอยู่ที่การมีพละกำลังเข้มแข็ง เพราะโลกโบราณอันตรายอยู่รอบตัวและไม่มีกฏหมายคุ้มครอง
ในโลกยุคศักดินา คุณค่าของคนกลับไปอยู่ที่การถือครองศักดินาสูงๆ คนเป็นเจ้าของที่ดินมาก ก็ย่อมเก็บเกี่ยวผลผลิตได้มาก มีคนในที่ดินเป็นพวกมาก เจ้าศักดินาให้การปกป้องคุ้มครองพวกคนในที่ดินของตน โดยอ้างอิงจากอำนาจของกษัตริย์
ในโลกยุคปัจจุบันคุณค่าของคนอยู่ที่เงิน แม้เป็นการใจร้ายที่เราจะพูดแบบนี้แต่นี่ก็เป็นความจริง ทว่าเงินนั้นหาได้มาจากที่ใด บ้างได้เป็นมรดกมาจากพ่อแม่ บ้างได้มาจากการทำงานหนัก บ้างได้มาจากการใช้สมองและสติปัญญาคิดประดิษฐ์อะไรใหม่ๆ บางรายได้จากเงินปันผลจากกิจการ
ผมว่ามันเป็นแหล่งที่มาของเงินที่หลากหลายดี มีทั้งเกิดจากความสามารถในตัวเอง และมีทั้งสามารถสืบทอดมาได้จากพ่อแม่เป็นมรดก (แม้ว่าลูกจะเป็นคนที่ไม่มีความสามารถอะไร แต่ก็ถือว่าเป็นคนสำคัญได้เพราะมีมรดกจากพ่อแม่มากนั่นเอง)
ความร่ำรวยของคนถูกพิทักษ์ไว้ด้วยรัฐ ได้รับการรับรองโดยรัฐ ใครไม่สามารถมาปล้นชิงไปได้ ซึ่งต่างกับรัฐคอมมิวนิสต์ที่รัฐเป็นคนปล้นชิงความร่ำรวยไปเสียเอง โดยทั่วไปรัฐต่างๆในโลกนี้ต่างก็พิทักษ์ความร่ำรวยให้กับปัจเจกบุคคลทั้งสิ้น
ผมจะกล่าวถึงเงินจากการทำงาน เพราะนั่นจะเป็นการ "เข้าถึง" คนส่วนใหญ่ในสังคมได้ดีที่สุด คนรวยมีน้อย คนจนมีมาก
เราจะกล่าวถึงคนจนๆทั่วไป ผมหมายถึงคนชั้นทำงาน พวกพนักงานบริษัท หรือ กรรมกร ก็ดี
white collar or blue collar are just a worker for salt (salary)
เงินจากการทำงาน จำเป็นเหลือเกินที่เราจะต้องพัฒนาตนเองให้เป็นแรงงานที่มีฝีมือ
ภาษาไทยเรียก "เรียนให้สูงๆ จบมาจะได้ทำงานเบา เป็นเจ้าคนนายคน"
ภาษาผมเรียก "แรงงานที่มีฝีมือ"
ยกตัวอย่างพวกแพทย์ ที่เรียนยาก สอบยาก แต่จบออกมาแล้วได้เงินเดือนสูงมาก
นั่นก็เป็นเพราะเขาเป็นแรงงานที่มีฝีมือ
ประเทศไทยยังต้องการใบปริญญา
ทุกวันนี้ผมเห็นเด็กเรียนต่อปริญญาโทกันให้เกลื่อนไปหมด
แต่ว่าปริญญาโทก็ตกงานก็มี
มันมีข้อดีคือว่า หากนายจ้างรับแรงงานระดับปริญญาโทเข้าไป ก็ต้องเพิ่มเงินเดือนค่าจ้างให้
แต่มันก็มีข้อเสียว่า แล้วถ้างานมันไม่ได้ต้องการคนระดับปริญญาโทล่ะ เขาจะจ้างเราทำไมให้เปลืองต้นทุน เพราะว่าจ้างแบบ ปวช ปวส ก็พอมั้ง
ข้อสรุปก็คือ การเรียนให้สูงแม้จะดี แต่ก็ยืนอยู่บนความเสี่ยงอยู่ดี เพราะมันขึ้นกับนายจ้าง ว่าจะจ้างหรือไม่ การยืมจมูกคนอื่นหายใจเป็นความไม่มั่นคง
ผมกลับชื่นชมความชำนาญในอาชีพมากกว่า
ช่างเครื่องยนต์ (ไม่ได้จบอะไรมาเลย) ที่ซ่อมรถยนต์ได้ทุกชนิดย่อมมีค่ามากกว่า วิศวกรปริญญาโท ที่ซ่อมอะไรไม่เป็น
การจะร่ำรวยมันต้องมี
1.ความชำนาญในอาชีพ
2.ความรู้รอบด้านอื่นๆ ที่พอจะเอาตัวรอดในสังคมไทย
- ทักษะด้านการเข้าสังคม ความอ่อนน้อมถ่อมตัว อัธยาศัยไมตรี
- ทักษะด้านภาษา ต้อนรับ AEC (ลูกจ้างที่พูดภาษาต่างประเทศได้ มันก็ดูพิเศษมากสำหรับนายจ้าง)
3.ความรู้ด้านการเงิน การใช้เงิน การออมเงิน หัดลงทุนตามกำลัง
บางครั้งต้องทำจากรุ่นสู่รุ่น ถึงจะสร้างความมั่งคั่งได้สำเร็จ
เรื่องราวของความคิด ชีวิต และ โลก เราผ่านมาแล้วก็บันทึกเอาไว้ เพราะหลายสิ่งไม่คงทน อาจเลือนหายไปตามกาลเวลา การบันทึกไว้หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน ไม่ว่าผู้อ่านคือตัวเองเพื่อเตือนความจำ หรือท่านผู้อ่านอื่นอันมีวาสนาต่อกัน บทความนี้ก็คงจะเป็นประโยชน์ได้ไม่มากก็น้อย
วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558
มุมมองจากชามคอหมูย่าง
ผมไปกินร้านบ้านส้มตำกับหนูเฟี๊ยต
คอหมูย่างอร่อยมาก เขาใส่ในชามมีขอบสูง
ผมกินจนนึกว่าหมดแล้ว
ปรากฏว่าเฟี๊ยตบอกว่ายังเหลืออีกชิ้น มันเกาะแนบอยู่กับขอบจานฝั่งผม
จากมุมมอง ผมมองไม่เห็นเลยนะ เจ้าคอหมูย่างชิ้นนั้น
จากมุมมองของเฟี๊ยต เธอเห็นมันชัดเจนเลย
ผมย้อนนึกถึงสิ่งที่เอามาเป็นประโยชน์
บางครั้งคนเราก็มองข้อบกพร่องของตัวเราไม่เห็น
แต่คนใกล้ตัวมองเห็นมันแบบชัดมากๆ
มิตรที่ดีจะตักเตือน
เพื่อนที่ฉลาดจะเงี่ยหูฟังสิ่งที่เพื่อนเตือน
คอหมูย่างอร่อยมาก เขาใส่ในชามมีขอบสูง
ผมกินจนนึกว่าหมดแล้ว
ปรากฏว่าเฟี๊ยตบอกว่ายังเหลืออีกชิ้น มันเกาะแนบอยู่กับขอบจานฝั่งผม
จากมุมมอง ผมมองไม่เห็นเลยนะ เจ้าคอหมูย่างชิ้นนั้น
จากมุมมองของเฟี๊ยต เธอเห็นมันชัดเจนเลย
ผมย้อนนึกถึงสิ่งที่เอามาเป็นประโยชน์
บางครั้งคนเราก็มองข้อบกพร่องของตัวเราไม่เห็น
แต่คนใกล้ตัวมองเห็นมันแบบชัดมากๆ
มิตรที่ดีจะตักเตือน
เพื่อนที่ฉลาดจะเงี่ยหูฟังสิ่งที่เพื่อนเตือน
วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2558
เรื่องการบรรลุโสดาบัน
น่าสนใจว่าคนเราเกิดมามีความรู้สึกเป็นปัจเจกบุคคลอย่างนี้ได้อย่างไร
และคนเราเมื่อตายแล้วจะไปที่ไหน
ดับสูญหรือไม่ดับสูญ
ด้วยความรู้อันน้อยนิดของเราก็เลยเป็นกังวล
ลองคิดแบบตรรกกะกันดีกว่า
ถ้าตายแล้วดับสูญ ตัวเราไม่มีอีกเลยในจักรวาลนี้ ทั้งปัจจุบันและอนาคต
เราคงตกใจกลัวความตาย
แต่ว่าเมื่อได้ตายไปแล้วก็คงไม่เหลือใครจะมาเดือดร้อนอีก
ก็เหมือนเมื่อเราได้หลับไป ฟ้าจะถล่มแผ่นดินจะทลาย หากเราหลับอยู่ (ไม่มีตัวตนมารับรู้) ก็ไม่รู้สึกอะไร
การตายก็เหมือนการหลับ
คนเราไม่เห็นกลัวการหลับ
แต่ที่ห่วงอีกอันก็เป็นคนที่เรารัก และทรัพย์สินที่หามาได้
ทรัพย์สินไม่น่าห่วง หากว่าโลกหน้ามีก็เริ่มต้นกันใหม่ ดีร้ายจะมีทรัพย์อันวิจิตรกว่าโลกนี้อีกหลายร้อยเท่า
คนที่เรารัก เราจะต้องพลัดพราก แม้เกิดมาเจอกันอีกก็จำกันไม่ได้
มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นทุกคนมิใช่หรือ
คนที่เราไม่ได้เป็นครอบครัวด้วยในชาตินี้
ในชาติก่อนก็อาจเป็นคนที่เรารักมาก
ในเมื่อจำกันไม่ได้ ก็ขอส่งความปรารถนาดีให้กับคนทุกคนที่เรารู้สึกดีด้วยในชาตินี้
ให้พวกเขาหรือเธอมีความสุข
ช่วยอะไรได้ก็ช่วยไปเต็มกำลัง
เขาหรือเธออาจจะเป็นสัตว์ก็ได้
ความเมตตาจะแผ่ไปให้ทุกคนอย่างไม่มีขอบเขตสิ้นสุด
สิ่งเดียวที่น่ากลัวก็คือ การไปเกิดในทุคติภูมิ
เพราะไม่มีอะไรมาการันตีความสะอาดของคุณในทุกชาติๆไป
ชาตินี้คุณยังดีกันอยู่เพราะว่าได้สภาพแวดล้อมดี
แต่ชาติหน้า เวลาหน้าไม่แน่ เพราะแรงบีบคั้นอื่น มันจะมาหลอกให้ทำความชั่ว
สิ่งที่ทำได้มากที่สุดตามปัญญาน้อยๆ ของชาตินี้ก็คือทำดีให้มากที่สุด
เพื่อส่งกระแสของความดีให้ต่อไปยังชาติต่อๆไป ให้เรามีจิตใจที่ตั้งมั่นในกุศล
นั่นจะต้องทำให้ไม่ขาดตอนกันเลยทีเดียว
การบำเพ็ญญาณ ก็ดี เพราะทำให้จิตแข็งแรง
แต่ก็ไม่สามารถหลุดพ้นไปได้
ควรทำเอาไว้บ้าง แม้เทวดาชั้นสูงๆก็มีความสามารถระดับเข้าฌาณได้
สิ่งที่น่าจะปลดปล่อย และทำให้สำเร็จกันในชาตินี้ก็คือ
"การตกกระแสแห่งการละวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น"
มันเหมือนกับการสร้างนิสัยของการทำความดี สะสมบุญนั่นละ
แต่ของเราจะเป็น "นิสัย" แห่ง "การละความยึดมั่นถือมั่น"
คนเราติดอยู่ใน กาย+ใจ นี้
ทำให้ไม่สามารถหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้
การจะเข้าสู่กระแสนิพพานได้ต้องละความยึดมั่นในขันธ์ 5 ให้ได้
รูป / เวทนา+สัญญา+สังขาร+วิญญาณ
ในที่นี้เราขอให้ละความยึดติดในรูป+นามให้ได้ก่อน (สักกายทิฏฐิ)
เพื่อจะได้บรรลุโสดาบัน
(สำหรับความยึดติดที่ละเอียดกว่านัั้นค่อยละออกอีกที อาทิ กามราคะ ปฏิฆะ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุธธัจจะ อวิชชา)
ทีนี้สำหรับพวกคนธรรมดาอย่างเราๆ
ลองมาดูแค่ขันธ์ 5 ตัวแรกคือ รูป
เราละได้ไหม?
สละร่างกายเป็นอาจารย์ใหญ่ให้ นักศึกษาแพทย์เอาไปผ่า
และคนเราเมื่อตายแล้วจะไปที่ไหน
ดับสูญหรือไม่ดับสูญ
ด้วยความรู้อันน้อยนิดของเราก็เลยเป็นกังวล
ลองคิดแบบตรรกกะกันดีกว่า
ถ้าตายแล้วดับสูญ ตัวเราไม่มีอีกเลยในจักรวาลนี้ ทั้งปัจจุบันและอนาคต
เราคงตกใจกลัวความตาย
แต่ว่าเมื่อได้ตายไปแล้วก็คงไม่เหลือใครจะมาเดือดร้อนอีก
ก็เหมือนเมื่อเราได้หลับไป ฟ้าจะถล่มแผ่นดินจะทลาย หากเราหลับอยู่ (ไม่มีตัวตนมารับรู้) ก็ไม่รู้สึกอะไร
การตายก็เหมือนการหลับ
คนเราไม่เห็นกลัวการหลับ
แต่ที่ห่วงอีกอันก็เป็นคนที่เรารัก และทรัพย์สินที่หามาได้
ทรัพย์สินไม่น่าห่วง หากว่าโลกหน้ามีก็เริ่มต้นกันใหม่ ดีร้ายจะมีทรัพย์อันวิจิตรกว่าโลกนี้อีกหลายร้อยเท่า
คนที่เรารัก เราจะต้องพลัดพราก แม้เกิดมาเจอกันอีกก็จำกันไม่ได้
มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นทุกคนมิใช่หรือ
คนที่เราไม่ได้เป็นครอบครัวด้วยในชาตินี้
ในชาติก่อนก็อาจเป็นคนที่เรารักมาก
ในเมื่อจำกันไม่ได้ ก็ขอส่งความปรารถนาดีให้กับคนทุกคนที่เรารู้สึกดีด้วยในชาตินี้
ให้พวกเขาหรือเธอมีความสุข
ช่วยอะไรได้ก็ช่วยไปเต็มกำลัง
เขาหรือเธออาจจะเป็นสัตว์ก็ได้
ความเมตตาจะแผ่ไปให้ทุกคนอย่างไม่มีขอบเขตสิ้นสุด
สิ่งเดียวที่น่ากลัวก็คือ การไปเกิดในทุคติภูมิ
เพราะไม่มีอะไรมาการันตีความสะอาดของคุณในทุกชาติๆไป
ชาตินี้คุณยังดีกันอยู่เพราะว่าได้สภาพแวดล้อมดี
แต่ชาติหน้า เวลาหน้าไม่แน่ เพราะแรงบีบคั้นอื่น มันจะมาหลอกให้ทำความชั่ว
สิ่งที่ทำได้มากที่สุดตามปัญญาน้อยๆ ของชาตินี้ก็คือทำดีให้มากที่สุด
เพื่อส่งกระแสของความดีให้ต่อไปยังชาติต่อๆไป ให้เรามีจิตใจที่ตั้งมั่นในกุศล
นั่นจะต้องทำให้ไม่ขาดตอนกันเลยทีเดียว
การบำเพ็ญญาณ ก็ดี เพราะทำให้จิตแข็งแรง
แต่ก็ไม่สามารถหลุดพ้นไปได้
ควรทำเอาไว้บ้าง แม้เทวดาชั้นสูงๆก็มีความสามารถระดับเข้าฌาณได้
สิ่งที่น่าจะปลดปล่อย และทำให้สำเร็จกันในชาตินี้ก็คือ
"การตกกระแสแห่งการละวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น"
มันเหมือนกับการสร้างนิสัยของการทำความดี สะสมบุญนั่นละ
แต่ของเราจะเป็น "นิสัย" แห่ง "การละความยึดมั่นถือมั่น"
คนเราติดอยู่ใน กาย+ใจ นี้
ทำให้ไม่สามารถหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้
การจะเข้าสู่กระแสนิพพานได้ต้องละความยึดมั่นในขันธ์ 5 ให้ได้
รูป / เวทนา+สัญญา+สังขาร+วิญญาณ
ในที่นี้เราขอให้ละความยึดติดในรูป+นามให้ได้ก่อน (สักกายทิฏฐิ)
เพื่อจะได้บรรลุโสดาบัน
(สำหรับความยึดติดที่ละเอียดกว่านัั้นค่อยละออกอีกที อาทิ กามราคะ ปฏิฆะ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุธธัจจะ อวิชชา)
ทีนี้สำหรับพวกคนธรรมดาอย่างเราๆ
ลองมาดูแค่ขันธ์ 5 ตัวแรกคือ รูป
เราละได้ไหม?
สละร่างกายเป็นอาจารย์ใหญ่ให้ นักศึกษาแพทย์เอาไปผ่า
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)