เรื่องราวของความคิด ชีวิต และ โลก เราผ่านมาแล้วก็บันทึกเอาไว้ เพราะหลายสิ่งไม่คงทน อาจเลือนหายไปตามกาลเวลา การบันทึกไว้หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน ไม่ว่าผู้อ่านคือตัวเองเพื่อเตือนความจำ หรือท่านผู้อ่านอื่นอันมีวาสนาต่อกัน บทความนี้ก็คงจะเป็นประโยชน์ได้ไม่มากก็น้อย
วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2550
วันนี้อายุครบ 27 ปีแล้ว
วันนี้ผมตื่นแต่เช้า 5.30น.เพื่อมาหาแม่แต่เช้า ขอบคุณแม่ที่เลี้ยงดูมาจนเติบโตขนาดนี้ เราพ่อแม่ลูกไปทำบุญที่วัด เนื่องจากวันนี้เป็นวันพระ (ใกล้ออกพรรษา) ถวายอาหาร สังฆทาน ปล่อยนก ปล่อยปลา ผมคิดในใจว่าพวกสัตว์ที่เราปล่อยไปนี้มันจะถูกจับมาอีกไหมนะ ทั้งๆที่นกก็มีปีกบินได้อิสระบนฟ้ากว้าง เขาว่ากันว่านกติดยาเสพติดที่เราผสมอาหารให้มันกิน ปล่อยมันไปไม่นาน มันก็จะกลับมาให้เราจับอีก เพราะมันถูกกักขังไว้ด้วยยาเสพติด ไม่ใช่ด้วยกรง
แล้วผู้คนล่ะ เราทุกคนต่างก็ถูกกักขังไว้ด้วยกิเลสตัณหา เหมือนกันหมด ต่างกันแค่ว่าใครเป็นมากเป็นน้อยเท่านั้นเอง เป็นสิ่งที่เราไม่อยากหลุดพ้นอีกต่างหาก หากแต่ยินดีที่จะเป็นทาสของมัน บางคนหนักกว่านั้น คือไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าอะไรนะที่บังคับให้เราต้องเป็นอย่างทุกวันนี้ พอเรามองไม่เห็นก็แก้ไม่ได้จริงไหมครับ?
พอสายๆหน่อย แม่ก็พาไปไหว้พระ ไหว้เจ้าที่เจ้าทางต่างๆ ขอให้ทำมาค้าขึ้น เราก็ไปไหว้จะได้สบายใจ ถึงแม้ว่าผมจะนับถือพุทธแบบเน้นที่หลักธรรมล้วนๆ ก็ตาม แต่ความสบายใจก็สำคัญนะ พ่อเคยบอกว่าบางครั้งศาสนาก็ต้องมีพิธีกรรม (เปลือก) บ้างเพราะถ้าไม่มีพิธีกรรมเลย มีแต่หลักธรรม ไม่นานคนก็จะลืมไปจากรุ่นสู่รุ่น เปรียบเหมือน "ผลไม้ที่ไม่มีเปลือกก็อยู่ได้ไม่นาน" ฉันนั้น
เอ วันนี้เรามาทางธรรมมะเยอะเลยแฮะ
วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2550
ตั้งใจว่าจะเปิดโรงพยาบาล
- ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้านี่เป็นทางสายใหญ่ที่สุดที่ลูกค้า (ผู้ป่วย)จะเข้าไปใช้ แต่ว่าเราไม่สามารถทำกำไรได้เลยจากระบบนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็น sub-contractor ที่บริหารจัดการดีก็ตาม เพราะมี รพ.รัฐบาลเป็นคู่แข่งที่ครองตลาดส่วนใหญ่ไว้ มีบ้างเหมือนกันที่เราจะรับความเสี่ยงด้านสุขภาพของประชาชนมาบริหารเองแทน รพ.รัฐ แต่ก็ต้องรักษาคุณภาพให้ดี
- ตลาดบนสุดของการรักษาพยาบาลก็มีเช่นกัน ยกตัวอย่างก็คือ รพ.บำรุงราษฎร์ หรือ รพ.กรุงเทพ รวมไปจนถึงโรงเรียนแพทย์ที่มีการเข้าถึงตัวของอาจารย์แพทย์ เหล่านี้ก็เป็นเป้าหมายที่เราจะต้องเข้าถึงให้ได้ในระยะยาว เพื่อได้ลูกค้าที่มีศักยภาพมากที่สุด กลุ่มลูกค้าจะเป็นคนที่รวยและมีอิทธิพล ไปจนถึงลูกค้าจากต่างประเทศที่บินเข้ามารักษาในไทย ไม่ว่าจะเป็นแค่เรื่องชั่วคราว หรือจากย้ายมาแบบ home stay ก็ตาม
- ตลาดระดับกลาง ก็คือตลาดของแรงงานออฟฟิศ ที่ไม่อยากจะเข้าระบบของ รพ.รัฐบาล แต่ก็ไม่มีเงินพอที่จะเข้าไปใน รพ.แพงๆได้ เหล่านี้ก็จะเข้าไปยังคลินิกต่างๆ เพื่อแสวงหาการรักษาพยาบาลที่ดี ระดับนี้ผู้เล่นก็ได้แก่ รพ.เอกชนระดับกลางๆ และคลินิกแพทย์อิสระต่างๆ
เราจะสามารถทำตลาดได้อย่างไร เราเห็นมาหมดแล้วในการทำตลาดของทั้งสามกลุ่ม รพ.
ถ้าจะเริ่มทำตลาดจากกลุ่มที่ 1 ก่อนก็สามารถทำได้ เราจะได้ของที่ดีก็คือเงินก้อนที่รัฐจะส่งมาให้เรา แต่เราจะต้องมีการบริหารจัดการระบบที่ดีมากๆจึงจะประสบความสำเร็จ แล้วจะมี economy scale ในระดับท้องถิ่น ถ้าจะให้โตขึ้นก็ต้องสร้าง secondary and tertiary care ขึ้นมาเพื่อให้ครบวงจร
ถ้าเริ่มทำตลาดจากกลุ่มที่ 3 ก็ง่ายหน่อย เน้นใช้ฝีมือทางศิลปะการรักษาของแต่ละคนให้มากขึ้น เริ่มทำจากคลินิก แล้วเป็น โพลีคลินิก ตามมาด้วย รพ.ขนาดเล็ก ก็น่าจะดีไม่ใช่น้อย คำถามคือทำอย่างไรจึงจะโตขึ้นได้จากคลินิก
คลินิก---> polyclinic---> public contract---> hospital
ศาสตร์แห่งความมั่งคั่งร่ำรวย
ถึงแม้ว่าผมจะไม่ค่อยครบถ้วนนัก แต่ก็อยากสรุปสาระสำคัญก็คือ
- ความร่ำรวยไม่ใช่สิ่งเลวร้าย หากแต่เป็นพลังอย่างหนึ่ง ที่เราสามารถใช้เพื่อทำประโยชน์
- ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกเกิดจากความคิด ความคิดเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงโลก
- ความคิดที่ชัดเจน (มองเห็นเป็นภาพ) และต่อเนื่อง ฝักใฝ่ หมกมุ่น ทำให้เกิดพลังที่เข้มข้น
- การเปลี่ยนความคิดให้เป็นความจริง ก็จะต้องใช้ทรัพยากร อย่างเหมาะสม
- เน้นการสร้าง การประสานงาน หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง
ผมจึงมาทบทวนความคิดของตัวเองว่าคืออะไร?
จำได้ว่าสมัยเด็กๆ อยากเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ปัจจุบันการเล่นการเมืองมีความยากลำบากมากขึ้น มีเรื่องต้องเกรงใจรอบด้าน ต้องประสานประโยชน์เป็น ดังนั้นการเมืองจึงไม่สู้กับการปฏิบัติที่ทำได้จริง
ตอนนี้สิ่งที่เป็นความจริงก็คือ
เรื่องทุนนิยม (ผลตอบแทนเชิงบวก)+ ความมุ่งมั่นของคน (จิตใจที่เข้มแข็ง)
+ สติปัญญาการวางแผนที่ดี (กุศโลบาย)
วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2550
วันเวลาที่ผ่านไป ความฝันที่บรรเจิด
เพราะว่าผมเล็งเห็นถึงสิ่งที่จะเป็นแล้วผมจึงออกมาทำ รายได้สำหรับชีวิตประจำวันมันไม่พอที่จะทำงานอยู่ในระบบราชการ ผมเป็นหมอผู้อำนวยการได้เงินแค่ 30,000 บาทต่อเดือนเอง แต่ต้องใช้จ่ายไปค่อนข้างเยอะกับลูกน้องและเพื่อนฝูง จนทำให้เงินเก็บไม่มีเอาเสียเลย ถ้าออกมาทำงานคลินิกอย่างเดียว เราสามารถมีรายได้ที่มากกว่า และทำงานน้อยลงได้ (ในมุมของการเป็นแพทย์ตรวจรักษาโรค) ข้อสำคัญคือได้อยู่ใกล้บ้านด้วย
ประเด็นสำคัญอีกอย่างก็คือผมไม่ได้อยากเป็นหมอนะ ผมอยากเป็นผู้บริหารต่างหาก
โดยเฉพาะเรื่องการบริหารคนนี่ ผมคิดว่าเป็นอะไรที่ผมชอบมากๆเลยทีเดียว
แต่การทำอย่างนี้ในระบบราชการมันไม่ได้อะไรตอบแทนมาสักเท่าไร สู้ออกมาทำเองไม่ได้ ต่อให้เราบริหารให้เอกชน ก็ไม่สู้เป็นเจ้าของกิจการเสียเองไม่ดีกว่าหรือ
สถานการณ์ตอนนี้ 20ตุลาคม2550 ผมกำลังทำคลินิกส่วนตัวอยู่ รายได้ยังไม่เกิน 30,000บาทต่อเดือนเลย ผมยังไม่สามารถเอาชนะตอนที่เป็นราชการได้ แต่แนวโน้มก็ดีขึ้นเรื่อยๆนะครับ จำนวนผู้ป่วยที่เข้าร้าน และผลกำไรได้มากขึ้นเรื่อยๆเลยทีเดียว ดังนั้นผมจึงไม่เดือดร้อนเท่าไรนัก และค่อนข้างสบายใจด้วยซ้ำไป
(มีเรื่องในวงเล็บเข้ามาทำให้ซีเรียสนิดหน่อยก็เช่น การใช้เงินที่ค่อนข้างสุรุ่ยสุร่ายในการบันเทิง ผมคงต้องระวังตัวให้มากๆยิ่งขึ้นและหาวิธีที่จะเที่ยวด้วยความประหยัดเงินมากขึ้น)
ความฝันของผมคืออะไร? ผมต้องการได้การยอมรับ เคยคิดที่จะเล่นการเมืองท้องถิ่น แต่ ณ ตอนนี้มันไม่มีศักดิ์ศรีอะไรเท่าไหร่เลยในความคิดของผม หากต้องเป็นผู้รับใช้ของชาวบ้านจำนวนมากอีกต่างหาก แน่นอนว่าผมอยากทำประโยชน์ให้สังคม แต่ผมไม่จำเป็นต้องเป็น อบต.นี่นา ผมแค่ใช้พวกเขาก็น่าจะพอ
แล้วผมอยากทำอะไรกันแน่? นี่คือคำถามที่ต้องตอบ
อบต.ก็ไม่ชอบ เป็นหมอตรวจโรคก็ไม่ชอบ
ถ้าหากจะเจาะลึกเข้าไปในจิตใต้สำนึกแล้วล่ะก็ เราก็น่าที่จะไปเป็นผู้มีอำนาจ ที่สามารถทำประโยชน์ได้ อยากได้อะไรก็ได้ อยากทำอะไรก็ได้ แต่ก็มีคุณธรรมประจำใจอยู่เหมือนกัน ความรู้สึกอยากเป็นเจ้าของ ได้ครอบครอง เป็นที่พึ่งของผู้คน ได้รับความซื่อสัตย์ภักดีจากคนรอบๆตัว ทำให้เรารู้สึกดี
เงินเป็นเพียง media อย่างหนึ่งเท่านั้นที่ทำให้เราไปถึงความฝันนั้นได้ แล้วเราก็อยากที่จะได้เป็นอย่างนั้นตลอดไปนี่คือความปรารถนาของเรา
บริบทของเกมนี้คืออะไร?
เรากำลังเล่นเกมชีวิตอยู่บนวัฏสงสาร ที่เวียนว่ายตายเกิดกันไม่รู้จักจบสิ้น
มนุษย์มีเวลาแค่ 70 ปีเท่านั้นโดยเฉลี่ย แล้วก็อาจจะน้อยกว่านั้นก็ได้ ถ้าไม่ระมัดระวังตัว
ผมเกิดมาไม่ได้มีเงินมีทองอะไรมากมาย เป็นคนธรรมดา เป็นไพร่ พลเมืองธรรมดาๆ (ในสายตาของระบบเจ้านายและข้าราชการ) เป็นชนชั้นผู้บริโภค เป็นช่างฝีมือ (ในสายตาของพวกนายทุน)ตอนนี้ผมอายุ 27 แล้ว เหลือเวลาอีกแค่ 43 ปี จะถึงอายุ 70 ต้องประคองร่างกายนี้ไปให้ดี ต้องดูแลมันทั้งกายภาพ และทางจิตใจ เอาใจใส่ให้มันได้พักผ่อนตามสมควร เป็นคนที่ไม่ค่อยรวย เงินทองยังมีไม่เยอะเท่าไร ยังตั้งตัวไม่ได้
นี่คือโจทย์ปัญหาของเกมนี้
เป้าหมายของเกมนี้ก็คือ
- บรรลุความต้องการของจิตใจที่อยากจะได้รับการยอมรับ โดยเป็นผู้มีอำนาจที่ดี
- ขัดเกลาใจให้ดียิ่งๆขึ้นไป เพื่อที่จะได้ไปเกิดในที่ที่ดี และพัฒนาตัวสู่การหลุดพ้น
วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2550
เอาล่ะจัดบล็อคได้พอสมควรแล้ว
วันนี้ผมสามารถทำในสิ่งได้ดังนี้
- อ่านหนังสือเรื่องการจัดการและบริหารคน(4บท)
- เขียน mind map ได้อีกเรื่องหนึ่ง ว่าด้วยแผนชีวิตปี 2008
- เข้าใจในวิธีการเล่น blog มากขึ้น
- ตรวจรักษาผู้ป่วยได้ 16 คน
- เล่นเกม final fantasy XIII ไปได้อีกค่อนข้างดี
หวังว่าการเขียนครั้งละเล็กละน้อยน่าจะเป็นข้อมูลที่เอาไว้ดูได้ต่อไป การเขียนเพื่อที่วันหนึ่งผมจะได้เป็นนักเขียนที่เก่งๆ กับเขาบ้าง ตอนนี้ใครมาดูคงขำน่าดูกับ blog ร่าง ที่เรากำลังทำอยู่นี้ (เอาเถอะมันแก้ไขได้อีกนี่นา)
วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2550
My happy life
I born in Bangkok at 1980 in Phayathai hospital.
I was a doctor (G.P.), I used to be a hospital director in Sakon-nakon province for 2 years.
but now I retire from government bureucrat system, to make my dream come true.
I think people should have a balance life.
1. Money
2. Health
3. Friend
4. Happiness
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่เคารพทุกท่าน ยินดีต้อนรับเข้าสู่ My note book ของผมนะครับ
ก็ว่าจะเอาไว้บันทึกอะไรที่น่าสนใจลงไป เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับท่านผู้อ่าน และตัวผมเองเวลาที่ย้อนกลับมาดูอะไรเก่าๆ น่ะนะครับ
ผมอายุ 27 ปี ขณะที่เขียนบล๊อคนี้ และก็มีความคิดที่จะเขียนไปเรื่อยๆ
แต่เดิมผมเป็นคนที่ชอบบันทึกอะไรๆ มากมายเลยทีเดียว แต่ว่าโลกกำลังเปลี่ยนไป
กระดาษกับปากกา กลับเป็นของที่ไม่ทันสมัยเสียแล้ว ก็เลยมาลองพิจารณา บล๊อก ดูบ้างเผื่อว่าจะเป็นทางเลือกที่ดีให้กับนักเขียนอย่างผม เพราะว่าบล๊อก ก็คือการเขียนลงในคอมพิวเตอร์นั่นเอง
ข้อดีของบล็อคก็คือ
- เขียนได้ง่ายและมีคนเข้ามาอ่านมากมาย เป็นสากล
- สามารถใส่ลูกเล่นลงไปได้ค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็นรูปหรือเสียง ภาพเคลื่อนไหว ฯลฯ
- ลบแก้ไขได้ ไม่มีรอยบอบช้ำ
- ไม่ต้องพกสมุดโน๊ต ขอแค่เจอคอมพิวเตอร์ก็สามารถเขียนได้แล้ว (ซึ่งในปัจจุบันมีเยอะทีเดียว)