วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554

แผนการลงทุนกับเกม

ผมเล่นเกม lux แล้วเกิดความประทับอกประทับใจมากๆเลยครับ กับเจ้าเกมนี้ เป็นเกมที่เรายึดครองหัวเมืองต่างๆ ซึ่งก็จะมอบทรัพยากรให้เราสำหรับเอาไปสู้ศึกครั้งต่อไป ถ้ายิ่งยึดหัวเมืองใหญ่ๆ ได้ ก็จะยิ่งได้กำลังทหาร (เหมือนปันผล) มากขึ้น เราสามารถเอากำลังทหารที่มีอยู่นั้นเอาไปยึดครองเมืองอื่น เพื่อขยายอาณาจักรให้ยิ่งใหญ่ต่อไปได้อีก

กรณีของผม ผมเอามาเปรียบเทียบกับการลงทุน ในขณะนี้เป็นช่วงที่ผมรู้สึกว่าจิตตก เพราะบริหารพอร์ตผิดพลาด จริงๆมันไม่ได้ผิดอะไรนักหรอกครับ เราเรียกว่า "ขายหมู" นั้นเอง เพราะผมถูกชักนำโดยกราฟ และความเชื่อของคนรอบข้าง ที่เขาหวังดีกับเรา บางครั้งแบบนี้ก็ทำให้เราสามารถผิดพลาดไปได้เหมือนกัน

เอาล่ะเราคงต้องมองไปข้างหน้า การเล่นเกม lux เป็นเครื่องบอกผมว่า ผมเองนั้นชอบ "สร้างอาณาจักร" โดยการที่อาณาจักรขยายตัวออกไปเราจะได้ทรัพยากรที่มากขึ้นเพื่อเอามาเป็นเครื่องมือในการสร้างอาณาจักรต่อไป เราจะสามารถประยุกต์ใช้ความชอบตรงจุดนี้ให้กับการลงทุนของเราได้อย่างไร?

โดยทั่วไปถ้าเป็นแบบนี้เราคงไม่ต้องขายหุ้นออกไปเลย ถ้าหากถือไว้เรื่อยๆ เอาปันผลมาซื้อหุ้นเพิ่มก็คงจะดี แต่ความคิดเห็นของผมก็คือว่า ถ้าหากหุ้นที่เราซื้อมันผิด หรือมีเหตุอะไรที่เราไม่เข้าใจล่ะก็ มันอาจจะพังทลายหมดก็ได้ เราไม่สามารถเอาเวลาที่ลงทุนสะสมเงินเป็นเวลา 1 ปี 1 ล้านบาท มาละลายไปกับการขาดทุนในหุ้นได้

การตัดแต่งสวนของกลยุทธหุ้นห่านทองคำเป็นเรื่องที่น่าสนใจเหมือนกัน ผมคิดว่าสิ่งที่ดีที่สุดเวลาที่เราเจอการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีมากๆ และราคายังต่ำ เราควรจะทุ่มกำลังเพื่อซื้อหุ้นนั้นๆ และถือให้ยาวๆ เพื่อที่จะทำผลตอบแทนให้สูงสุด แต่บางครั้งเราก็ต้องลดต้นทุนลงมาบ้าง เพราะถ้าหากถือยาวจนทำให้เข้าสู่วัฏจักรเศรษฐกิจตกต่ำ เราจะมีความรู้สึกที่เศร้าใจเมื่อเห็นมูลค่าทรัพย์สินของเรา (ที่ตลาดเป็นผู้ประเมิน) ถูกวางขายในราคาต่ำๆ การที่เรายึดถือปันผลเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ควรที่จะมาเครียดตรงจุดนี้ เพราะว่ามูลค่าสินทรัพย์ของเราอยูี่ในใจเรา ไม่ใช่ราคาตลาด ตราบใดที่ปันผลยังมากดีก็ดีไป

แต่ถ้าปันผลน้อยลงมาด้วยล่ะก็ (ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ เพราะว่าเศรษฐกิจโลกตกต่ำลง ทุกธุรกิจคงเดือดร้อนกันหมด) เราจะทำประการใดดี เราควรจะมีเงินสดไว้ในมือบ้าง ไม่ใช่เพราะเราชอบเงินสดหรอกนะ แต่เพราะว่าเงินสดนั้นมีอำนาจอยู่ประการหนึ่งก็คือ "โอกาส" ในการที่เราจะเข้ากระทำในภาวะวิกฤติ บางครั้งเวลาที่เกิดวิกฤติจริงๆ โอกาสมีมากมาย แต่เราไม่มีเงินสดเหลือเลย จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ ถ้าหากมีเงินสดล่ะก็คงจะดีแน่ๆ

การตัดขายหุ้นออกไปบ้างเมื่อราคาเขาปรับตัวขึ้นแล้วนั้น ต้องผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบ ผมคิดว่าอัตราส่วน ขายไป 0.5 เมื่อหุ้นนของเราขึ้นไป สองเท่า ก็จะทำให้เราถือหุ้น "ฟรี" เลยทีเดียว นั้นทำให้ยังไงๆ คุณก็ชนะตลาดแน่ เพราะเงินทุนที่เหลือเราได้เก็บออกมาหมดแล้ว

มันสำคัญที่ว่าเงินทุนที่เก็บออกมา ต้องออกมาจากตลาดหุ้นจริงๆ เพราะว่าไม่งั้นจะถือว่าหนีไม่พ้น สมมติว่าเราเอาเงินที่ขายหุ้นได้ ไปลงหุ้นใหม่ แต่ปรากฏว่าตลาดเข้าสู่ภาวะเสื่อมถอย เงินเม็ดใหม่ที่ลงไปก็เท่ากับว่า ขาดทุนลงไปอีก ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายอยู่ดี

ดังนั้นถ้าออกจากตลาดก็ต้องออกมาจริงๆ โดยถือเงินสด หรือ อะไรก็ตามที่มีความเสี่ยงต่ำ และสามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้ดี บางครั้งเราอาจจะจำเป็นต้องถือยาวๆไว้หน่อย โดยส่วนตัวผมเองยังมีความเชื่อว่าการรักษาอัตราส่วนทางการเงินเป็นเรื่องดี เช่นเราตั้งใจว่าจะมีหุ้น 50 มีเงินสด 50 อย่างนี้ดีครับ เพราะถ้าขืนลงไปหมดล่ะก็มีหวังว่าถ้าหุ้นตกก็จะขาดทุนหนักได้

การขายออกครึ่งหนึ่งเมื่อหุ้นขึ้นไป ก็เป็นวิธีการที่ดูดีมีความเหมาะสมในกรณีที่เราไม่รู้จักหุ้นนั้นเลย (จริงๆแล้วก็เหมาะเหมือนกันนะ ในตลาดหุ้นไทย เราไม่ค่อยรู้อะไรเท่าไหร่หรอก) แต่ถ้าหากเรามั่นใจว่ามีความรู้อยู่บ้าง เราอาจจะคาดหวังผลตอบแทนจากปันผลที่ 15 % ก็คงจะดี โดยทั่วไป rating การทำกำไรของบริษัทควรจะอยู่ที่ ROE 15% ขึ้นไปต่อปี แต่เราอนุรักษ์นิยมหน่อย โดยเปลี่ยนจากคาดหวัง ROE มาเป็นคาดหวังปันผล (ผลตอบแทนการลงทุนที่ 15% ต่อปี) ก็ไม่เลวนะครับ เพราะโดยทั่วไปบริษัทที่ยังเติบโตอยู่ จะเก็บเงิน Capex ไว้ประมาณกึ่งหนึ่งเพื่อขยายกิจการ ตราบจนกว่าเขาจะไม่เติบโตอีกแล้วค่อยปันผลเต็มจำนวน
เมื่อถึงเวลานั้นจริงเราก็สามารถขายอีกครึ่งหนึ่ง เพื่อเอาเงินไปลงทุนในบริษัทที่มีโอกาสเติบโตอื่นก็ได้

ยกตัวอย่างเช่นหุ้น advanc ผมซื้อมาราคา 90 บาท 10,000หุ้น ปันผลประมาณ 7 บาทต่อปี ต่อมาราคาขึ้นไป 120 บาท แต่ปันผลยังคงเดิมที่ 7 บาทต่อปี เราควรจะทำอย่างไรดี

คิดเป็นต้นทุนเงินของเรา 900,000 บาท ปันผล 70,000 บาท คิดเป็น 7.7%

ถ้าเราขายออกไป 5,000 หุ้น ได้เงิน 600,000 บาท
ต้นทุนจะเหลือที่ 900,000-600,000 = 300,000 บาท ได้ปันผลแค่ 35,000 บาท คิดเป็น 11.6%

ถ้าเราขายออกไป 6,000 หุ้น ได้เงิน 720,000 บาท
ต้นทุนคงเหลือคือ 180,000 บาท มีหุ้นเหลือ 4,000 หุ้น ได้ปันผล 28,000 บาท คิดเป็น 15.5%

ระดับของการปันผลเท่านี้ แม้ว่าราคาไม่เพิ่มไปต่อเลย เราก็ถือว่าลงทุนใช้ได้แล้วนะครับ
เพราะว่าเงินลงทุนของเราที่ยังเหลือในตลาดหลักทรัพย์ คือ 180,000 บาทนี่ สามารถทำผลตอบแทน (ในรูปของปันผล) ที่วิเคราะห์แล้วว่าได้แน่ๆ ตั้ง 15 เปอร์เซ็นต์ มันมีมูลค่าสูงกว่าต้นทุนเงินทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่คิดว่าประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ต่อปี แค่นี้ก็คุ้มค่ากับความเสี่ยงที่เราจะลงทุนทิ้งเงินเอาไว้ยาวๆในตลาดแล้วล่ะครับ และยิ่งถ้าหากว่าหุ้นของเราจะโตมากกว่าที่คาดหวัง ก็ยิ่งดี ปล่อยให้เขาโตไปนะครับ

ถ้าราคาขึ้นไปอีกเป็น 200 บาทต่อหุ้นล่ะ จะควรขายหุ้นอีกไหม?
เมื่อกี้เหลือแค่ 4000 หุ้นนะครับ ถ้าขายไปอีก คงจะไม่มีอะไรให้ปันผลเรากินอีกแล้ว ผมคิดว่าเราควรจะพอใจที่ปันผล มากกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ก็น่าจะเพียงพอแล้วครับ ถือไปเรื่อยๆ ตราบใดที่เขายังให้ปันผลเราดีอยู่ก็พอ เมื่อไรที่กิจการหยุดเจริญเติบโตแล้ว และปันผลเริ่มหดตัวอย่างจริงจัง ต่อเนื่องสัก 5 ปี ก็สามารถขายหุ้นทิ้งก็ยังได้ครับ (แต่ผมไม่เชียร์ให้ขายนะครับ ตราบเท่าที่เรายังได้ปันผลเทียบกับราคาทุนของเรา มากกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ต่อปี )

สิ่งที่เราต้องฝ่าฟันมาก็คือ เรายอมรับความเสี่ยง ( จำสมัยที่ลงเงิน 900,000 แล้วได้ปันผลแค่ 7 เปอร์เซ็นต์ได้ไหมครับ) เราต้องเลือกเฟ้นหุ้นที่มีพื้นฐานดี หุ้นที่มี upside story มี theme ของการเจริญเติบโต และฟูมฟักเป็นเวลาตั้งปี กว่าจะได้ผลตอบแทนขนาดนี้ ดังนั้นต้องถือเอาไว้ รีดประโยชน์จากเขาให้นานและคุ้มหน่อยละครับ

ท่านผู้อ่านจำเงิน 720.000 ได้ไหมครับ ที่ผมเพิ่งขายหุ้น advanc ไป เราจะเอาเงินนี้ไปทำอะไรกันดี?