วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2555

ไปหาโรงแรม (แต่งงาน)

ผมไปเลือกโรงแรมที่จะใช้แต่งงานกับเฟี๊ยตมา คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญมากเลยทีเดียวครับ สำหรับสถานที่จัดงานแต่งงาน โดยเฉพาะงานกลางคืน ที่จะต้องหาที่รับรองแขกให้ได้เป็นจำนวนมาก กรณีของเราสองคน ปรากฏว่าแขกของคุณแม่ท่านค่อนข้างเยอะ (ประมาณหนึ่งพันคนได้)เราจึงไม่นิ่งนอนใจ รีบไปหาโรงแรมกันโดยเร็ว ถึงกับลางานไปวันศุกร์เลยนะครับ



 
อันแรกที่เราไปดูคือ ราชนาวิกสภา (หอประชุมกองทัพเรือครับ) สถานที่ภายนอกดูโอ่โถงดีมาก ได้บรรยาากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย ได้ข้อมูลมาว่าห้องชมวังสวยมากๆ เสียดายที่รับแขกได้สักไม่เกินห้าร้อยคน ของพวกเราต้องดูห้องเจ้าพระยาครับ เป็นห้องใหญ่ดีทีเดียว 

เราดูกันสักพักก็นั่งแท๊กซี่ไปต่อที่ รร.เพนินซูล่า แถวคลองสาน เป็นโรงแรมหรูดูดีเชียวครับ แต่เนื่องจาก รร.จะเล็กไปนิดหนึ่ง เลยจำใจต้องมองผ่านเลยไป เราขอให้เรือของ รร. พามาส่งที่ท่าสาทร เพื่อขึ้นรถไฟฟ้าต่อไปยังเซ็นทรัลเวิร์ลครับ


 เมื่อมาถึงเซ็นทรัลเวิร์ลปรากฏว่าที่นี่ยังติดเป็นอันดับรอคอย waiting list และมีแนวโน้มว่าจะไม่ได้แน่ๆ เพราะว่าทาง รร.ได้มีสัญญาจองเพื่อจัดงาน ออกร้านอะไรสักอย่างเอาไว้แล้ว เราก็เลยรีบไปสถานที่ต่อไปกันทันทีครับ


รร.ที่เราไปต่อก็คือ สยามแคมปินสกี ซึ่งอยู่หลังสยามพารากอน เป็นโรงแรมที่สวยงามมากเชียวละครับ แต่ก็ราคาแพงมากด้วยเช่นเดียวกัน ห้องของเขาก็ยังเล็กเมื่อเทียบกับปริมาณแขกพันคนของเรา เราก็เลยได้แต่เก็บข้อมูลและถ่ายภาพสวยๆมาเอาไว้ครับ


ตัวผมเองถ้้าหากวันหนึ่งรวยมากๆ ก็อยากจะทำตัวไฮโซอยู่ใน คฤหาสน์แบบนี้บ้างเหมือนกัน แต่คิดๆดูแล้วคงขอไปนอน รร.หรู จะประหยัดตังค์กว่ามาสร้าง รร.แบบนี้อยู่เองครับ แหะๆ


ห้องสวยไหมครับ ตอนที่เราไปดูมีจัดเรื่องเรืออะไรก็ไม่รู้อยู่ ห้องนี้จะเปิดออกได้อีกซ้ายและขวา เพื่อขยายเวทีออกให้กว้างขึ้น จุแขกได้เยอะขึ้นครับ

เราเดินทางต่อไปพักกินข้าวเที่ยงที่วีรสุ สาขาถนนวิทยุ แล้วก็เดินไปเข้า รร.คอนราด ต่อเนื่องกันมาเลยครับ แต่ว่าก็ยังไม่ตกลงปลงใจกันที่นี่ครับ เราไปต่อที่ รร.ดุสิตธานี ที่นี่เฟี๊ยตเขาชอบมาก


ดูจากสีหน้าของเธอสิครับ เหมือนกับเจอของถูกใจเลยทีเดียว ผมเองก็ยอมรับว่าที่ดุสิตธานี ที่ใครๆว่าเก่าแล้ว แต่ผมมาดูด้วยตาตัวเอง ไม่เห็นจะจริงเลยครับ ที่นี่ปรับปรุงใหม่ดูสวยงามมากทีเดียว

อันรองสุดท้ายเราไปดูต่อกันที่ รร.แกรนด์ไฮแอทเอราวัณ เป็นโรงแรมที่ผมชอบมากเหมือนกัน เพราะดูดี ใหญ่โต และที่จอดรถสะดวกมาก มีรถไฟฟ้าเดินมาถึง รร. ได้เลย แต่ก็ดันติดเป็น waiting list อีกและ


เลยยังไม่รู้ว่าเราจะได้ไปลงเอยที่ไหนกันแน่ รร.สุดท้ายที่ไปดูกันก็คือ ดิเอมเมอรัล รัชดา เป็น รร.ที่คุณแม่รู้จัก ว่าเป็นลูกค้า (ทำให้คิดว่าได้ส่วนลดได้บ้าง) พอไปถึงก็ดีครับ เราเป็นเจ้าแรกที่ไป และก็ห้องใหญ่โตมากสามารถรับแขกของเราได้พอ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่โรงแรมห้าดาวแบบที่ไปดูมา แต่ก็คิดว่าดูดีหรูหราไม่เบาเชียวล่ะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2555

แผนการประจำปี 2555

ในที่สุดเราก็ผ่านมาถึงปี 2555 จนได้ ปีที่แล้วเป็นปีที่สำคัญอย่างหนึ่งจริงๆ เพราะว่ามีน้ำท่วมใหญ่แบบที่ไม่เคยพบเคยเห็นกันมาก่อนเลย ผมเองก็ได้มีประสบการณ์ร่วมกับเขาไปด้วยนะครับ ลองคิดในมุมบวกดูนะครับ จะมีสักกี่ครั้งที่เราได้มาพายเรือบนถนน

แม้ว่าปีก่อนจะเสียหายกันไปมาก แต่สัญชาตญาณแห่งการอยู่รอดของมนุษย์มันเหนือกว่าธรรมชาติเยอะ เพียงไม่นานเราก็สามารถฟื้นฟูกันขึ้นมาได้ใหม่ ในคราวนี้ถือว่าเป็นปีสำคัญเลยล่ะครับ เพราะว่า

ผมกำลังจะแต่งงาน

มีอะไรที่ชวนให้ต้องทำในปีนี้มากโขอยู่ครับ การแต่งงานถือเป็นเรื่องสลักสำคัญเลยทีเดียว การวางแผนคงต้องรอบคอบมากขึ้นเพราะมีคู่ชีวิตมาอยู่กับเราด้วยอีกคน

  1. แต่เดิมผมเคยคิดว่าต้องสะสมหุ้นให้ได้เท่านั้นเท่านี้ แต่ตอนนี้แผนคงต้องพับไปก่อนครับ เพราะต้องเตรียมเงินสดให้พอสำหรับใช้จ่ายในงานแต่งงาน แล้วถ้าเมื่องานเสร็จลง ทบทวนเงินช่วยที่แขกสมทบมา ก็จะทราบได้ว่าเหลือเงินจริงๆเท่าไร ส่วนนี้ค่อยเอากลับมาลงทุนในหุ้นต่อไป แผนเดิมคือสะสม CPALL ให้ได้ 30,000 หุ้น ต้องหาเงินมาใส่อีกประมาณ 16,000 หุ้น * 60 บาท ก็เกือบล้านบาทแล้วครับ แต่ก็เป็นแผนที่น่าจะทำต่อเนื่อง เพราะเรามุ่งหมายเพื่อที่จะมีอิสรภาพทางการเงินไม่ใช่หรือ เราต้องการแม่วัวพันธ์ดี ที่จะมาให้น้ำนมเรากินอย่างต่อเนื่องไปไม่หมด แม้ว่าหุ้นนี้จะราคาไปถึง 100 บาทต่อหุ้น ก็ยังถือว่าน่าสนใจอยู่ดี (ปันผล 3 บาทในปีหน้าคงไม่ยากเกินเอื้อม)                   
  2. เรื่องลดน้ำหนัก ผมจะต้องมีต่ำกว่า 70 กิโลกรัม คิดว่าคงไม่น่ายาก เพราะว่่าเจ้าสาวคอยเป็นกำลังใจให้อยู่ตลอด และตัวเธอเองก็ลดน้ำหนักอย่างจริงจังมาก ผมก็ต้องเกิดความมุมานะตามเป็นธรรมดา 

วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2555

แผนการสะสมหนังสือไว้ที่ ห้องพยาบาล

ผมมีหนังสือที่สะสมไว้เป็นอันมาก หลายครั้งที่ความรู้สึกเสียดายทำให้ไม่สามารถทำให้โล่งไปได้
ผมมีความนึกคิดแบบประโยชน์นิยมอยู่ตลอดเวลาว่า pragmatism อะไรที่เราเอามาแบ่งปันกันได้ย่อมไม่สูญเปล่า ท่านผู้อ่านคงจะเห็นว่าประเทศทางฝรั่งนั้นเขาเน้นการแชร์ประสบการณ์ ความรู้ซึ่งกันและกัน เอาไปต่อยอด ทำให้การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พัฒนาอย่างรวดเร็ว

ผมเองก็เช่นเดียวกัน ผมคิดว่าถ้าหากเราสามารถแบ่งความรู้กันได้ โดยมีต้นทุนที่ต่ำ ก็คงจะดี ในประเทศไทย ราคาหนังสือเองก็ไม่ใช่ว่าจะถูกสักเท่าไรนัก ผู้คนอยากที่จะเก็บเงินเอาไว้สำหรับใช้จ่ายอย่างอื่นมากกว่า และตัวผู้นิยมชมชอบหนังสือเอง ก็มักจะมีนิสัยประหยัดอดออมเสียอีก ส่วนใหญ่จะเป็นเยาวชนที่ยังไม่มีเงินกินค่าขนมมากนัก

ห้องพยาบาลเป็นสถานที่ที่มีผู้คนเข้ามาเยี่ยมเยียนเป็นจำนวนมาก มากเสียยิ่งกว่าห้องสมุดธนาคารเสียอีก จึงเหมาะที่จะเป็นที่เก็บหนังสือดีๆ และให้ผู้คนเข้ามายืมหยิบไปอ่าน

ปัญหาเรื่องความพลุกพล่านของผู้คน ตอนนี้ก็มีมากอยู่พอสมควรอยู่แล้ว ถ้าหากมีห้องสมุดด้วยไม่ยิ่งยุ่งกันไปใหญ่อีกหรือ? นี่ก็เป็นเรื่องที่น่าคิด เพราะว่าหากทำให้ยุ่งมากๆ ผู้หลักผู้ใหญ่คงไม่ชอบใจเป็นแน่ เอาล่ะครับ แต่อย่างไรก็ดี ตัวผมเองก็มีความปรารถนาเป็นอย่างยิ่งที่จะเอาหนังสือมาให้ทุกท่านในธนาคารอ่านกันครับ (ไม่แน่นะ ผมเองอาจจะได้อ่านหนังสือของท่านสมาชิกบ้างก็เป็นได้)

วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555

ตั้งคลินิกเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ

คลินิกของผมเริ่มเติบโตมากขึ้นหลังจากที่เปิดมาได้ 4 ปี และผมก็ได้ทำงานกินเงินเดือนจากธนาคารกรุงไทยเป็นรายได้อีกทางหนึ่งด้วย

การมีรายรับสองทางมารวมตัวกันอยู่ที่ผมคนเดียวทำให้อัตราภาษีก้าวเข้าไปสู่ 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเยอะมากสำหรับผม ผู้ไม่เคยคิดจะรายงานภาษีแบบน้อยๆ ผมมีความตั้งใจมั่นที่จะจ่ายภาษีตามจริง ตามที่รัฐและเจตนารมย์ของกฏหมายกำหนด แต่ผมต้องวางแผนภาษีเพิ่มขึ้น เพื่อที่จะให้กิจการของผมมีกำไรพอที่จะขยายตัวออกไปได้

นี่จึงเป็นที่มาของการวางแผนภาษีโดยการจัดตั้งเป็น "ห้างหุ้นส่วนสามัญ"
ถามว่าผิดต่่อเจตนารมย์ของกฏหมายไหมที่จะเก็บเงินรายได้ให้มากขึ้นๆ ไปแบบอัตราก้าวหน้า
ผมคิดว่ามันไม่ผิด เพราะผมไม่ใช่บริษัททุนนิยมขนาดใหญ่เสียเมื่อไร ผมเป็นแค่คนที่พยายามประกอบอาชีพจาก "แรงงาน" เพราะผมต้องตรวจเอง ทำเอง ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง
การที่เราจัดตั้งหน่วยภาษีแยกออกมาต่างหาก ดูจะเป็นแรงใจให้ผมเปิดคลินิกได้อย่างมีความหวัง

สรรพากรกำลังเล่นงานเรื่อง "คณะบุคคล" อยู่ ด้วยความที่ว่าใครๆก็ไปเปิดคณะบุคคลกันหมด เพื่อกระจายฐานภาษี ดังนั้นการเปิดคลินิกของผมจึงต้องจัดตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนแทนครับ

การจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญ มีสองแบบคือ
- จดทะเบียน (อันนี้ต้องไปจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์)
- ไม่จดทะเบียน อันนี้เป็นอันที่ผมเลือกทำ
ผมมีสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญมาเสร็จ และชวนน้องที่ทำคลินิกมาเป็นหุ้นส่วน เขียนกรอกวัตถุประสงค์ของห้างหุ้นส่วนอันนี้ แล้วก็เซ็นต์ชื่อ แปะอากรแสตมป์ ก็เป็นอันเสร็จพิธี

ผมได้วานให้คนสนิทที่เขาทำงานใกล้ชิดกับสรรพากรพื้นที่เป็นคนเดินเรื่องให้ คิดว่าเรื่องน่าจะเร็ว

เดี๋ยวผลการจัดตั้งจะเป็นอย่างไร ผมจะมาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังอีกครั้งนะครับ