หลังจากอุทกภัยครั้งใหญ่ 2554 คลินิกของผมก็ต้องปิดตัวไปเป็นเวลาสองเดือนเต็มๆเลยทีเดียวครับ
แผนการในการจะลงทุนเพิ่มเติม ต้องล่าช้าออกไปสักระยะ เพราะไม่มีรายรับเข้ามา มีแต่รายจ่ายออกไป
การที่เรามีเงินสดอยู่บ้างทำให้การดำรงชีวิตไม่ลำบาก และกิจการ+ลูกน้องยังมีเงินเดือนกิน
ผมทำงานธนาคารกรุงไทยด้วย จึงมีเงินเดือนอยู่หลายหมื่น พอที่จะเอามาใช้สอยในช่วงน้ำท่วมนี้
ณ สิ้นปี ตอนแรกแผนเดิมคือจะสะสม ADVANC ให้ได้อีก 1,000 หุ้น รวมเป็น 4,000 หุ้น
แต่เนื่องจากวิกฤตดังกล่าวแผนนี้จึงต้องล่าช้าออกไป
ผมมาพิจารณาภาษีที่ต้องจ่าย ณ สิ้นปี ก็เล่นเอาเต็ม max ของ 20% =135,000 บาท
แถมยังมีรายได้จากคลินิกเข้ามาอีก
เงินได้ผมไปถึงอัตราภาษีที่ 30% ซะแล้ว T_T (จะดีใจหรือเสียใจดีเนี่ย?)
ผมจึงตัดสินใจซื้อ LTF ของ KTAM ไปซะ 106,000 บาท
+ KTAM เดิม 10,000 บาท + SCBAM เดิมอีก 84,000 บาท
รวมแล้วผมซื้อ LTF ปี 2554 ไปทั้งสิ้น 200,000 บาท
นี่ช่วยลดรายได้ที่ต้องเอามาคำนวณภาษีไปตั้งเยอะ คิดเป็นผลตอบแทนทันที 60,000 บาท
สำหรับเป้าหมายในปีหน้านี้ คงจะถอนเงิน LTF ของปี 2550 ออกมา
- สะสมหุ้น CPALL จาก 14,400 หุ้น ให้กลายเป็น 30,000 หุ้น
- ADVANC เดิมก็ยังคงมีที่ 3,000 หุ้น
ปีนี้ผมจะจดทะเบียนคลินิกเป็นห้างหุ้นส่วน ทำให้รายได้ในฝั่งเงินเดือนของผมเท่านั้นที่เอามาลง LTF
ผมได้คิดเอาไว้แล้ว คงประมาณ 200,000 บาทพอดี ค่อยๆทยอยซื้อเดือนละเท่าๆกัน
เดือน ม.ค.-พ.ย. เืดือนละ 15,000 บาท และเดือน ธ.ค. อีก 35,000 บาท น่าจะดี
ส่วนที่เหลือเก็บในรูปเงินสดซะบ้าง ลูกเอ๊ย
เรื่องราวของความคิด ชีวิต และ โลก เราผ่านมาแล้วก็บันทึกเอาไว้ เพราะหลายสิ่งไม่คงทน อาจเลือนหายไปตามกาลเวลา การบันทึกไว้หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน ไม่ว่าผู้อ่านคือตัวเองเพื่อเตือนความจำ หรือท่านผู้อ่านอื่นอันมีวาสนาต่อกัน บทความนี้ก็คงจะเป็นประโยชน์ได้ไม่มากก็น้อย
วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2554
วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554
แผนการลงทุนกับเกม
ผมเล่นเกม lux แล้วเกิดความประทับอกประทับใจมากๆเลยครับ กับเจ้าเกมนี้ เป็นเกมที่เรายึดครองหัวเมืองต่างๆ ซึ่งก็จะมอบทรัพยากรให้เราสำหรับเอาไปสู้ศึกครั้งต่อไป ถ้ายิ่งยึดหัวเมืองใหญ่ๆ ได้ ก็จะยิ่งได้กำลังทหาร (เหมือนปันผล) มากขึ้น เราสามารถเอากำลังทหารที่มีอยู่นั้นเอาไปยึดครองเมืองอื่น เพื่อขยายอาณาจักรให้ยิ่งใหญ่ต่อไปได้อีก
กรณีของผม ผมเอามาเปรียบเทียบกับการลงทุน ในขณะนี้เป็นช่วงที่ผมรู้สึกว่าจิตตก เพราะบริหารพอร์ตผิดพลาด จริงๆมันไม่ได้ผิดอะไรนักหรอกครับ เราเรียกว่า "ขายหมู" นั้นเอง เพราะผมถูกชักนำโดยกราฟ และความเชื่อของคนรอบข้าง ที่เขาหวังดีกับเรา บางครั้งแบบนี้ก็ทำให้เราสามารถผิดพลาดไปได้เหมือนกัน
เอาล่ะเราคงต้องมองไปข้างหน้า การเล่นเกม lux เป็นเครื่องบอกผมว่า ผมเองนั้นชอบ "สร้างอาณาจักร" โดยการที่อาณาจักรขยายตัวออกไปเราจะได้ทรัพยากรที่มากขึ้นเพื่อเอามาเป็นเครื่องมือในการสร้างอาณาจักรต่อไป เราจะสามารถประยุกต์ใช้ความชอบตรงจุดนี้ให้กับการลงทุนของเราได้อย่างไร?
โดยทั่วไปถ้าเป็นแบบนี้เราคงไม่ต้องขายหุ้นออกไปเลย ถ้าหากถือไว้เรื่อยๆ เอาปันผลมาซื้อหุ้นเพิ่มก็คงจะดี แต่ความคิดเห็นของผมก็คือว่า ถ้าหากหุ้นที่เราซื้อมันผิด หรือมีเหตุอะไรที่เราไม่เข้าใจล่ะก็ มันอาจจะพังทลายหมดก็ได้ เราไม่สามารถเอาเวลาที่ลงทุนสะสมเงินเป็นเวลา 1 ปี 1 ล้านบาท มาละลายไปกับการขาดทุนในหุ้นได้
การตัดแต่งสวนของกลยุทธหุ้นห่านทองคำเป็นเรื่องที่น่าสนใจเหมือนกัน ผมคิดว่าสิ่งที่ดีที่สุดเวลาที่เราเจอการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีมากๆ และราคายังต่ำ เราควรจะทุ่มกำลังเพื่อซื้อหุ้นนั้นๆ และถือให้ยาวๆ เพื่อที่จะทำผลตอบแทนให้สูงสุด แต่บางครั้งเราก็ต้องลดต้นทุนลงมาบ้าง เพราะถ้าหากถือยาวจนทำให้เข้าสู่วัฏจักรเศรษฐกิจตกต่ำ เราจะมีความรู้สึกที่เศร้าใจเมื่อเห็นมูลค่าทรัพย์สินของเรา (ที่ตลาดเป็นผู้ประเมิน) ถูกวางขายในราคาต่ำๆ การที่เรายึดถือปันผลเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ควรที่จะมาเครียดตรงจุดนี้ เพราะว่ามูลค่าสินทรัพย์ของเราอยูี่ในใจเรา ไม่ใช่ราคาตลาด ตราบใดที่ปันผลยังมากดีก็ดีไป
แต่ถ้าปันผลน้อยลงมาด้วยล่ะก็ (ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ เพราะว่าเศรษฐกิจโลกตกต่ำลง ทุกธุรกิจคงเดือดร้อนกันหมด) เราจะทำประการใดดี เราควรจะมีเงินสดไว้ในมือบ้าง ไม่ใช่เพราะเราชอบเงินสดหรอกนะ แต่เพราะว่าเงินสดนั้นมีอำนาจอยู่ประการหนึ่งก็คือ "โอกาส" ในการที่เราจะเข้ากระทำในภาวะวิกฤติ บางครั้งเวลาที่เกิดวิกฤติจริงๆ โอกาสมีมากมาย แต่เราไม่มีเงินสดเหลือเลย จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ ถ้าหากมีเงินสดล่ะก็คงจะดีแน่ๆ
การตัดขายหุ้นออกไปบ้างเมื่อราคาเขาปรับตัวขึ้นแล้วนั้น ต้องผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบ ผมคิดว่าอัตราส่วน ขายไป 0.5 เมื่อหุ้นนของเราขึ้นไป สองเท่า ก็จะทำให้เราถือหุ้น "ฟรี" เลยทีเดียว นั้นทำให้ยังไงๆ คุณก็ชนะตลาดแน่ เพราะเงินทุนที่เหลือเราได้เก็บออกมาหมดแล้ว
มันสำคัญที่ว่าเงินทุนที่เก็บออกมา ต้องออกมาจากตลาดหุ้นจริงๆ เพราะว่าไม่งั้นจะถือว่าหนีไม่พ้น สมมติว่าเราเอาเงินที่ขายหุ้นได้ ไปลงหุ้นใหม่ แต่ปรากฏว่าตลาดเข้าสู่ภาวะเสื่อมถอย เงินเม็ดใหม่ที่ลงไปก็เท่ากับว่า ขาดทุนลงไปอีก ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายอยู่ดี
ดังนั้นถ้าออกจากตลาดก็ต้องออกมาจริงๆ โดยถือเงินสด หรือ อะไรก็ตามที่มีความเสี่ยงต่ำ และสามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้ดี บางครั้งเราอาจจะจำเป็นต้องถือยาวๆไว้หน่อย โดยส่วนตัวผมเองยังมีความเชื่อว่าการรักษาอัตราส่วนทางการเงินเป็นเรื่องดี เช่นเราตั้งใจว่าจะมีหุ้น 50 มีเงินสด 50 อย่างนี้ดีครับ เพราะถ้าขืนลงไปหมดล่ะก็มีหวังว่าถ้าหุ้นตกก็จะขาดทุนหนักได้
การขายออกครึ่งหนึ่งเมื่อหุ้นขึ้นไป ก็เป็นวิธีการที่ดูดีมีความเหมาะสมในกรณีที่เราไม่รู้จักหุ้นนั้นเลย (จริงๆแล้วก็เหมาะเหมือนกันนะ ในตลาดหุ้นไทย เราไม่ค่อยรู้อะไรเท่าไหร่หรอก) แต่ถ้าหากเรามั่นใจว่ามีความรู้อยู่บ้าง เราอาจจะคาดหวังผลตอบแทนจากปันผลที่ 15 % ก็คงจะดี โดยทั่วไป rating การทำกำไรของบริษัทควรจะอยู่ที่ ROE 15% ขึ้นไปต่อปี แต่เราอนุรักษ์นิยมหน่อย โดยเปลี่ยนจากคาดหวัง ROE มาเป็นคาดหวังปันผล (ผลตอบแทนการลงทุนที่ 15% ต่อปี) ก็ไม่เลวนะครับ เพราะโดยทั่วไปบริษัทที่ยังเติบโตอยู่ จะเก็บเงิน Capex ไว้ประมาณกึ่งหนึ่งเพื่อขยายกิจการ ตราบจนกว่าเขาจะไม่เติบโตอีกแล้วค่อยปันผลเต็มจำนวน
เมื่อถึงเวลานั้นจริงเราก็สามารถขายอีกครึ่งหนึ่ง เพื่อเอาเงินไปลงทุนในบริษัทที่มีโอกาสเติบโตอื่นก็ได้
ยกตัวอย่างเช่นหุ้น advanc ผมซื้อมาราคา 90 บาท 10,000หุ้น ปันผลประมาณ 7 บาทต่อปี ต่อมาราคาขึ้นไป 120 บาท แต่ปันผลยังคงเดิมที่ 7 บาทต่อปี เราควรจะทำอย่างไรดี
คิดเป็นต้นทุนเงินของเรา 900,000 บาท ปันผล 70,000 บาท คิดเป็น 7.7%
ถ้าเราขายออกไป 5,000 หุ้น ได้เงิน 600,000 บาท
ต้นทุนจะเหลือที่ 900,000-600,000 = 300,000 บาท ได้ปันผลแค่ 35,000 บาท คิดเป็น 11.6%
ถ้าเราขายออกไป 6,000 หุ้น ได้เงิน 720,000 บาท
ต้นทุนคงเหลือคือ 180,000 บาท มีหุ้นเหลือ 4,000 หุ้น ได้ปันผล 28,000 บาท คิดเป็น 15.5%
ระดับของการปันผลเท่านี้ แม้ว่าราคาไม่เพิ่มไปต่อเลย เราก็ถือว่าลงทุนใช้ได้แล้วนะครับ
เพราะว่าเงินลงทุนของเราที่ยังเหลือในตลาดหลักทรัพย์ คือ 180,000 บาทนี่ สามารถทำผลตอบแทน (ในรูปของปันผล) ที่วิเคราะห์แล้วว่าได้แน่ๆ ตั้ง 15 เปอร์เซ็นต์ มันมีมูลค่าสูงกว่าต้นทุนเงินทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่คิดว่าประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ต่อปี แค่นี้ก็คุ้มค่ากับความเสี่ยงที่เราจะลงทุนทิ้งเงินเอาไว้ยาวๆในตลาดแล้วล่ะครับ และยิ่งถ้าหากว่าหุ้นของเราจะโตมากกว่าที่คาดหวัง ก็ยิ่งดี ปล่อยให้เขาโตไปนะครับ
ถ้าราคาขึ้นไปอีกเป็น 200 บาทต่อหุ้นล่ะ จะควรขายหุ้นอีกไหม?
เมื่อกี้เหลือแค่ 4000 หุ้นนะครับ ถ้าขายไปอีก คงจะไม่มีอะไรให้ปันผลเรากินอีกแล้ว ผมคิดว่าเราควรจะพอใจที่ปันผล มากกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ก็น่าจะเพียงพอแล้วครับ ถือไปเรื่อยๆ ตราบใดที่เขายังให้ปันผลเราดีอยู่ก็พอ เมื่อไรที่กิจการหยุดเจริญเติบโตแล้ว และปันผลเริ่มหดตัวอย่างจริงจัง ต่อเนื่องสัก 5 ปี ก็สามารถขายหุ้นทิ้งก็ยังได้ครับ (แต่ผมไม่เชียร์ให้ขายนะครับ ตราบเท่าที่เรายังได้ปันผลเทียบกับราคาทุนของเรา มากกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ต่อปี )
สิ่งที่เราต้องฝ่าฟันมาก็คือ เรายอมรับความเสี่ยง ( จำสมัยที่ลงเงิน 900,000 แล้วได้ปันผลแค่ 7 เปอร์เซ็นต์ได้ไหมครับ) เราต้องเลือกเฟ้นหุ้นที่มีพื้นฐานดี หุ้นที่มี upside story มี theme ของการเจริญเติบโต และฟูมฟักเป็นเวลาตั้งปี กว่าจะได้ผลตอบแทนขนาดนี้ ดังนั้นต้องถือเอาไว้ รีดประโยชน์จากเขาให้นานและคุ้มหน่อยละครับ
ท่านผู้อ่านจำเงิน 720.000 ได้ไหมครับ ที่ผมเพิ่งขายหุ้น advanc ไป เราจะเอาเงินนี้ไปทำอะไรกันดี?
กรณีของผม ผมเอามาเปรียบเทียบกับการลงทุน ในขณะนี้เป็นช่วงที่ผมรู้สึกว่าจิตตก เพราะบริหารพอร์ตผิดพลาด จริงๆมันไม่ได้ผิดอะไรนักหรอกครับ เราเรียกว่า "ขายหมู" นั้นเอง เพราะผมถูกชักนำโดยกราฟ และความเชื่อของคนรอบข้าง ที่เขาหวังดีกับเรา บางครั้งแบบนี้ก็ทำให้เราสามารถผิดพลาดไปได้เหมือนกัน
เอาล่ะเราคงต้องมองไปข้างหน้า การเล่นเกม lux เป็นเครื่องบอกผมว่า ผมเองนั้นชอบ "สร้างอาณาจักร" โดยการที่อาณาจักรขยายตัวออกไปเราจะได้ทรัพยากรที่มากขึ้นเพื่อเอามาเป็นเครื่องมือในการสร้างอาณาจักรต่อไป เราจะสามารถประยุกต์ใช้ความชอบตรงจุดนี้ให้กับการลงทุนของเราได้อย่างไร?
โดยทั่วไปถ้าเป็นแบบนี้เราคงไม่ต้องขายหุ้นออกไปเลย ถ้าหากถือไว้เรื่อยๆ เอาปันผลมาซื้อหุ้นเพิ่มก็คงจะดี แต่ความคิดเห็นของผมก็คือว่า ถ้าหากหุ้นที่เราซื้อมันผิด หรือมีเหตุอะไรที่เราไม่เข้าใจล่ะก็ มันอาจจะพังทลายหมดก็ได้ เราไม่สามารถเอาเวลาที่ลงทุนสะสมเงินเป็นเวลา 1 ปี 1 ล้านบาท มาละลายไปกับการขาดทุนในหุ้นได้
การตัดแต่งสวนของกลยุทธหุ้นห่านทองคำเป็นเรื่องที่น่าสนใจเหมือนกัน ผมคิดว่าสิ่งที่ดีที่สุดเวลาที่เราเจอการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีมากๆ และราคายังต่ำ เราควรจะทุ่มกำลังเพื่อซื้อหุ้นนั้นๆ และถือให้ยาวๆ เพื่อที่จะทำผลตอบแทนให้สูงสุด แต่บางครั้งเราก็ต้องลดต้นทุนลงมาบ้าง เพราะถ้าหากถือยาวจนทำให้เข้าสู่วัฏจักรเศรษฐกิจตกต่ำ เราจะมีความรู้สึกที่เศร้าใจเมื่อเห็นมูลค่าทรัพย์สินของเรา (ที่ตลาดเป็นผู้ประเมิน) ถูกวางขายในราคาต่ำๆ การที่เรายึดถือปันผลเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ควรที่จะมาเครียดตรงจุดนี้ เพราะว่ามูลค่าสินทรัพย์ของเราอยูี่ในใจเรา ไม่ใช่ราคาตลาด ตราบใดที่ปันผลยังมากดีก็ดีไป
แต่ถ้าปันผลน้อยลงมาด้วยล่ะก็ (ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ เพราะว่าเศรษฐกิจโลกตกต่ำลง ทุกธุรกิจคงเดือดร้อนกันหมด) เราจะทำประการใดดี เราควรจะมีเงินสดไว้ในมือบ้าง ไม่ใช่เพราะเราชอบเงินสดหรอกนะ แต่เพราะว่าเงินสดนั้นมีอำนาจอยู่ประการหนึ่งก็คือ "โอกาส" ในการที่เราจะเข้ากระทำในภาวะวิกฤติ บางครั้งเวลาที่เกิดวิกฤติจริงๆ โอกาสมีมากมาย แต่เราไม่มีเงินสดเหลือเลย จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ ถ้าหากมีเงินสดล่ะก็คงจะดีแน่ๆ
การตัดขายหุ้นออกไปบ้างเมื่อราคาเขาปรับตัวขึ้นแล้วนั้น ต้องผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบ ผมคิดว่าอัตราส่วน ขายไป 0.5 เมื่อหุ้นนของเราขึ้นไป สองเท่า ก็จะทำให้เราถือหุ้น "ฟรี" เลยทีเดียว นั้นทำให้ยังไงๆ คุณก็ชนะตลาดแน่ เพราะเงินทุนที่เหลือเราได้เก็บออกมาหมดแล้ว
มันสำคัญที่ว่าเงินทุนที่เก็บออกมา ต้องออกมาจากตลาดหุ้นจริงๆ เพราะว่าไม่งั้นจะถือว่าหนีไม่พ้น สมมติว่าเราเอาเงินที่ขายหุ้นได้ ไปลงหุ้นใหม่ แต่ปรากฏว่าตลาดเข้าสู่ภาวะเสื่อมถอย เงินเม็ดใหม่ที่ลงไปก็เท่ากับว่า ขาดทุนลงไปอีก ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายอยู่ดี
ดังนั้นถ้าออกจากตลาดก็ต้องออกมาจริงๆ โดยถือเงินสด หรือ อะไรก็ตามที่มีความเสี่ยงต่ำ และสามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้ดี บางครั้งเราอาจจะจำเป็นต้องถือยาวๆไว้หน่อย โดยส่วนตัวผมเองยังมีความเชื่อว่าการรักษาอัตราส่วนทางการเงินเป็นเรื่องดี เช่นเราตั้งใจว่าจะมีหุ้น 50 มีเงินสด 50 อย่างนี้ดีครับ เพราะถ้าขืนลงไปหมดล่ะก็มีหวังว่าถ้าหุ้นตกก็จะขาดทุนหนักได้
การขายออกครึ่งหนึ่งเมื่อหุ้นขึ้นไป ก็เป็นวิธีการที่ดูดีมีความเหมาะสมในกรณีที่เราไม่รู้จักหุ้นนั้นเลย (จริงๆแล้วก็เหมาะเหมือนกันนะ ในตลาดหุ้นไทย เราไม่ค่อยรู้อะไรเท่าไหร่หรอก) แต่ถ้าหากเรามั่นใจว่ามีความรู้อยู่บ้าง เราอาจจะคาดหวังผลตอบแทนจากปันผลที่ 15 % ก็คงจะดี โดยทั่วไป rating การทำกำไรของบริษัทควรจะอยู่ที่ ROE 15% ขึ้นไปต่อปี แต่เราอนุรักษ์นิยมหน่อย โดยเปลี่ยนจากคาดหวัง ROE มาเป็นคาดหวังปันผล (ผลตอบแทนการลงทุนที่ 15% ต่อปี) ก็ไม่เลวนะครับ เพราะโดยทั่วไปบริษัทที่ยังเติบโตอยู่ จะเก็บเงิน Capex ไว้ประมาณกึ่งหนึ่งเพื่อขยายกิจการ ตราบจนกว่าเขาจะไม่เติบโตอีกแล้วค่อยปันผลเต็มจำนวน
เมื่อถึงเวลานั้นจริงเราก็สามารถขายอีกครึ่งหนึ่ง เพื่อเอาเงินไปลงทุนในบริษัทที่มีโอกาสเติบโตอื่นก็ได้
ยกตัวอย่างเช่นหุ้น advanc ผมซื้อมาราคา 90 บาท 10,000หุ้น ปันผลประมาณ 7 บาทต่อปี ต่อมาราคาขึ้นไป 120 บาท แต่ปันผลยังคงเดิมที่ 7 บาทต่อปี เราควรจะทำอย่างไรดี
คิดเป็นต้นทุนเงินของเรา 900,000 บาท ปันผล 70,000 บาท คิดเป็น 7.7%
ถ้าเราขายออกไป 5,000 หุ้น ได้เงิน 600,000 บาท
ต้นทุนจะเหลือที่ 900,000-600,000 = 300,000 บาท ได้ปันผลแค่ 35,000 บาท คิดเป็น 11.6%
ถ้าเราขายออกไป 6,000 หุ้น ได้เงิน 720,000 บาท
ต้นทุนคงเหลือคือ 180,000 บาท มีหุ้นเหลือ 4,000 หุ้น ได้ปันผล 28,000 บาท คิดเป็น 15.5%
ระดับของการปันผลเท่านี้ แม้ว่าราคาไม่เพิ่มไปต่อเลย เราก็ถือว่าลงทุนใช้ได้แล้วนะครับ
เพราะว่าเงินลงทุนของเราที่ยังเหลือในตลาดหลักทรัพย์ คือ 180,000 บาทนี่ สามารถทำผลตอบแทน (ในรูปของปันผล) ที่วิเคราะห์แล้วว่าได้แน่ๆ ตั้ง 15 เปอร์เซ็นต์ มันมีมูลค่าสูงกว่าต้นทุนเงินทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่คิดว่าประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ต่อปี แค่นี้ก็คุ้มค่ากับความเสี่ยงที่เราจะลงทุนทิ้งเงินเอาไว้ยาวๆในตลาดแล้วล่ะครับ และยิ่งถ้าหากว่าหุ้นของเราจะโตมากกว่าที่คาดหวัง ก็ยิ่งดี ปล่อยให้เขาโตไปนะครับ
ถ้าราคาขึ้นไปอีกเป็น 200 บาทต่อหุ้นล่ะ จะควรขายหุ้นอีกไหม?
เมื่อกี้เหลือแค่ 4000 หุ้นนะครับ ถ้าขายไปอีก คงจะไม่มีอะไรให้ปันผลเรากินอีกแล้ว ผมคิดว่าเราควรจะพอใจที่ปันผล มากกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ก็น่าจะเพียงพอแล้วครับ ถือไปเรื่อยๆ ตราบใดที่เขายังให้ปันผลเราดีอยู่ก็พอ เมื่อไรที่กิจการหยุดเจริญเติบโตแล้ว และปันผลเริ่มหดตัวอย่างจริงจัง ต่อเนื่องสัก 5 ปี ก็สามารถขายหุ้นทิ้งก็ยังได้ครับ (แต่ผมไม่เชียร์ให้ขายนะครับ ตราบเท่าที่เรายังได้ปันผลเทียบกับราคาทุนของเรา มากกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ต่อปี )
สิ่งที่เราต้องฝ่าฟันมาก็คือ เรายอมรับความเสี่ยง ( จำสมัยที่ลงเงิน 900,000 แล้วได้ปันผลแค่ 7 เปอร์เซ็นต์ได้ไหมครับ) เราต้องเลือกเฟ้นหุ้นที่มีพื้นฐานดี หุ้นที่มี upside story มี theme ของการเจริญเติบโต และฟูมฟักเป็นเวลาตั้งปี กว่าจะได้ผลตอบแทนขนาดนี้ ดังนั้นต้องถือเอาไว้ รีดประโยชน์จากเขาให้นานและคุ้มหน่อยละครับ
ท่านผู้อ่านจำเงิน 720.000 ได้ไหมครับ ที่ผมเพิ่งขายหุ้น advanc ไป เราจะเอาเงินนี้ไปทำอะไรกันดี?
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)