วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2556

การเลื่อนตำแหน่ง

ผมได้รับการเลื่อนตำแหน่งในธนาคาร
ได้เป็นรองฝ่าย เพื่อได้ดูแลลูกน้องอีก ประมาณครึ่งหนึ่งของฝ่ายสถานพยาบาล 25 คน
ตัวผมเองไม่ได้รู้สึกยินดีอะไรนัก เพราะมันก็เป็นธรรมชาติของมันอย่างนั้นเอง

ผมได้เคยผ่านประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีนักเกี่ยวกับเรื่องตำแหน่งหน้าที่
มาตั้งแต่สมัยยังทำงานกิจกรรมนักศึกษาปี 1-4
การเลือกตั้งเพื่อสรรหาผู้มาดำรงตำแหน่งหัวหน้าองค์กรนักศึกษา

ผมชนะการเลือกตั้ง ได้อยู่ในตำแหน่งสูงสุด

แต่การทำงานต่อจากนั้น มันไม่ง่ายเลย
เนื่องจากผมไม่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงาน
ผมทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้ไปอยู่ที่ตำแหน่งสูงสุด
แต่สุดท้ายแล้วผมรู้สึก ตกต่ำอย่างที่สุด งานไม่สามารถดำเนินไปได้ เพราะขาดความร่วมมือ

ผมมาเรียนรู้ว่า เราอยู่ในโลกที่ต้องอาศัยความร่วมมือกัน
ไม่ใช่โลกที่ต้องแก่งแย่งแข่งขันกัน ความร่วมมือจะนำประโยชน์มาให้แก่องค์กรของเรา
การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทำให้องค์กรอ่อนแอ และเสื่อม

ไม่มีใครสามารถเด่นดังโดยคนเดียวได้

ผมเคยคิดว่าหากผมย้อนเวลากลับไปได้ ผมคงไม่ต้องการตำแหน่งแบบนั้น
ผมยอมเป็นลูกทีมที่ดี สนับสนุนให้คนที่เหมาะสมกว่าผมเป็นหัวหน้า ยังจะดีกว่า

ชีวิตของผมคือการงาน ไม่ใช่ตำแหน่งส่วนตัวเลย
การได้รับความยอมรับจากหมู่คณะ การทำงานให้มีผลิตผลออกมาเป็นที่ประจักษ์ อันนี้สำคัญกว่า

ผมได้มาแก้ตัวเอาตอนสมัยออกไปทำงานใช้ทุนที่หนองคายและสกลนคร
เป็นหัวหน้าแพทย์ใช้ทุน (ได้รับการยอมรับจากอาจารย์หมอที่หนองคาย ว่าเป็นรุ่นแพทย์ใช้ทุนที่ดีที่สุด)
เป็นผู้อำนวยการ รพช. (ผลงานการพัฒนา รพ. ในหลายๆเรื่อง และยังเป็นที่รักของเจ้าหน้าที่ รพ.จนถึงเวลานี้ เป็นตำนานที่ดีอีกเรื่องหนึ่งให้พวกเขาได้เล่าขานกัน)

การเป็นหัวหน้า ไม่ใช่การขยายอัตตาของตัวเองให้ใหญ่ขึ้น
การเป็นหัวหน้า คือ การประสานงาน เราต้องลดความยึดติดในตัวเราให้ลดลง
หากแต่มายึดกับงานที่จะต้องทำให้เหนียวแน่น อ้อมซ้าย อ้อมขวา ยอมก้มหัว
เพื่อให้งานของเราประสบผลสำเร็จ

นั่นอาจจะเป็นอัตตาแบบละเอียดของเราที่ซ่อนอยู่

เราต้องฟังเสียงของทุกคนในทีม
และพยายามประสานผลประโยชน์และความต้องการของทุกคน ให้เขามีความสุข

ผมเชื่อว่าคนทุกคนอยากดี
และงานนั้นเองที่ทำให้คนมีคุณค่าในตัวเอง

สรุปว่าการเป็นหัวหน้าในครั้งนี้
ผมเองจะเป็นส่วนที่เล็กน้อยต่ำต้อยที่สุด อาจเหมือนเม็ดทราย
ที่คอยประสานอิฐแต่ละก้อนให้ยึดเข้าหากัน เป็นปราสาทที่สวยงาม
ผมไม่อยากให้ใครมาเห็นตัวผม แต่อยากให้ปราสาทของผมนั้นสวยงามกว่าใคร
อิฐแต่ละก้อนก็ได้ทำหน้าที่ของตัวเขาเอง และร่วมเจิดจรัสไปด้วยกัน

 (กรณีโจผีกับโจสิด)

วันเสาร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2556

emotional labor

ผมไปอ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพของหมอชาวญี่ปุ่น มีคำหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ Emotional Labor นั่นก็คือแรงงานทางอารมณ์

คนเราเวลาทำงานก็มักจะแบ่งออกได้ 3 กลุ่มแรงงานดังนี้
1.physical labor
2.intellectual labor
3.emotional labor

คนที่ใช้แรงงานทางอารมณ์ก็คือ พวกที่ทำหน้าที่บริการ
ไม่ว่าจะถูกลูกค้าดุด่าหรือตำหนิอย่างไร ก็ต้องอดทน
แสดงหน้าตาที่ยิ้มแย้มตลอด (ซึ่งขัดกับความรู้สึกในตัว)

ไอ้ตัวผมเองนี่ก็ถือว่าทำงานที่มี emotional stress เหมือนกันนะ การเป็นหมอเป็นอาชีพให้บริการ จึงต้องมีการเจรจาต่อรอง วางแผนการรักษาร่วมกับผู้ป่วย ซึ่งก็ยากบ้างง่ายบ้างตามประสา แต่เราเป็นคนที่ทำอะไรแล้วอยากให้ออกมาดี (ไม่งั้นก็จะขัดต่อมโนธรรมในใจ) ก็จะเกิดความเครียดได้ง่ายเวลาที่การรักษา ไม่เป็นไปอย่างที่ใจเราต้องการ

emotional labor นี้เองก็ทำให้เราเครียดอยู่เหมือนกัน ซึ่งจุดนี้บั่นทอนสุขภาพนะครับ เราต้องหาทางที่จะลดความเครียดชนิดนี้ให้ได้

ความเครียดอื่นยังมีจาก "ความเร่งรีบ"
"ความรู้สึกไม่ชอบใจ" นิสัยคนอื่นไม่เหมือนกับเรา เราอยากจะให้เขาเป็นอย่างที่เราต้องการเสียทุกคน
"การพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำงานหามรุ่งหามค่ำ"
"ไม่ได้รับการหย่อนใจตามสมควร"
"ความรู้สึกติดขัด ไม่ก้าวหน้าไปไหน"

นี่แหละที่เราเรียกว่าความเครียดครับ

เราจดบันทึกน้อยเกินไป

  • ผมคิดว่าเราจดบันทึกกันน้อยเกินไป ทำให้ไม่สามารถพัฒนาความคิดได้นัก
  • การเขียนดีกว่าการพิมพ์ เพราะมันอิสระกว่า แต่ก็ไม่สามารถบันทึกได้ดี
  • การพิมพ์มีข้อดีก็คือบันทึกเอาไว้ได้ตลอดไป
  • การจดเล็กๆน้อยๆ และใส่รูปเข้าไปก็ง่ายดี
  • พิชัย จาวลา บอกว่าการทำธุรกิจเราควร ผลิต/บริการ ให้คนรู้สึกว่าใช้แล้ว "คุ้ม"
  • การเป็นรองฝ่าย สพธ. ไม่ได้ทำให้เราดีใจอะไรนัก แต่ความมี authority to do something ทำให้เราดีใจมากกว่าตัวตำแหน่งเสียอีก
                                

วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2556

crash of clan

ผมกำลังติดเกม crash of clan อยู่ ได้เห็นตอนไปโหลดเกมหมากรุกมาเล่น เห็นมีโฆษณา ก็เลยโหลดมาเล่นดู ปรากฏว่าติดหนึบหนับเลยครับ เพราะว่าพวกเราเป็นพวกชอบการต่อสู้ สร้างจักรวรรดิ เอาชนะกันทางไหวพริบ ก็เลยติดเกมนี้เข้าซะแล้ว

เกมเป็นอะไรที่คนชอบเล่นหมากรุกชอบ เพราะว่าเป็นการรบ มีการสร้างกำลังทหาร วางแผนยุทธศาสตร์การรุก และสร้างป้อมปืน เป็นการตั้งรับ มี trick มากมายในการรบให้ได้ดี มีการรวมกลุ่มเพื่อสร้างความเจริญด้วยนะครับ คิดว่าเป็นเกมที่รอบด้้านจริงๆ

ตัวเกมเน้นเรื่องการอัพเกรดฐานที่มั่น ซึ่งการอัพเกรต ต้องใช้ทรัพยากร แน่นอนว่าเราสามารถผลิตทรัพยากรเองได้บ้าง แต่มันช้า การที่จะร่ำรวยอย่างรวดเร็วจำเป็นต้องใช้การเข้าปล้นชิงจากเมืองอื่นๆ ซึ่งคอมพิวเตอร์ก็จะจับคู่ให้เราโดยอัตโนมัติเองว่าเราจะได้ไปปล้นเมืองใคร

การเข้าปล้นเมืองถ้าชนะก็ได้ทรัพยากรมาใช้สอย แต่ถ้าแพ้ก็เสียกำลังทหารไปโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้นเราต้องเลือกเมืองที่จะเข้าปล้นให้ดีๆ เพราะจะเสียเวลาหากแพ้ เกมสามารถให้โอกาสเราได้เลือก ว่าจะสู้หรือจะเปลี่ยนเป้าหมาย ถ้าเราดูภายใน 30 วินาทีแล้วว่าเมืองนี้ตียาก ก็สามารถเปลี่ยนเมืองเป้าหมายได้ โดยเสียค่าธรรมเนียมเปลี่ยนเป้าหมายเป็นเงินเล็กน้อยเท่านั้น

ผมคิดว่านี่เองก็เหมือนหุ้นเหมือนกันนะครับ ว่าเรามีโอกาสมากมายที่จะเลือก แต่บางครั้งความขี้เกียจ ทำให้เราตัดสินใจลงทุนไปกับสิ่งที่ยังให้ผลตอบแทนไม่ดีพอ แต่เมื่อเราตัดสินใจไปแล้วแบบนั้น เราเองก็ต้องเสียทรัพยากรไปซะแล้ว เมื่อเจอโอกาสที่ดีกว่า แต่กลับไม่มีทรัพยากรเพียงพอ อันนี้เราเรียกเป็นคำพังเพยไทยว่า "พบไม้งาม เมื่อยามขวานบิ่น" ผมเองสังเกตว่าเมืองของผมซึ่งมีการป้องกันแน่นหนาตามสมควรกับเลเวล พอถูกข้าศึกมาปล้นเมืองทีไร ก็มักจะแพ้แก่เขาทุกที นั่นเป็นเพราะว่าผู้ชนะส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ฉลาดพอจะรู้ว่า ศึกนี้ต้องชนะแน่ แล้วก็ได้ผลตอบแทนกลับเป็นกอบเป็นกำกันเลย

ตัวเกมมีเทคนิคอย่างหนึ่งเรียกว่า farming คือ การที่เรามีเลเวลสูงๆ คอมพิวเตอร์จะจับคู่ให้เราเจอกับเมืองที่มีเลเวลสูงเช่นเดียวกัน และมีการป้องกันที่เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นโอกาสจะปล้นแล้วได้เงินทองกลับมาก็จะยาก ดังนั้นวิธีทำ farming ก็คือ การแกล้งแพ้บ่อยๆ เมื่อแพ้แล้ว เราก็จะถูกลดระดับ ไปสู้กับพวกที่เลเวลต่ำๆ โอกาสที่เราจะปล้นได้เงินได้ทองมา มันก็จะสูงกว่าปกติ เปรียบเหมือนกับชีวิตประจำวันเหมือนกันนะครับ บางอย่างในสังคมตำแหน่งสูง แต่เงินเดือนน้อยสิ้นดี แต่พอมาเจอกับอาชีพบางจำพวก แม้ไม่มีเกียรติศักดิ์ศรีเท่า แต่ก็รวยมาก


หลอดเลือดสมองตีบ แตก ตัน

ผมได้ไปบรรยายให้พนักงานธนาคารฟังเรื่อง stroke หรือเรื่องลมปัจจุบัน อันเกิดเนื่องมาจากหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมองมีอาการตีบตัน แตก แล้วทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่ได้ จึงเกิดอาการอัมพาตตามมานั่นเอง

โรคหลอดเลือดแดงตีบแตกตัน นี้เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในมนุษยชาติ แต่น่าสนใจว่ามันเป็นโรคที่สามารถ modify คือ ป้องกันได้ โดยการกำจัด risk factor ต่างๆไปเสียก่อนที่มันจะประชุมรวมกันเกิดเป็นโรคขึ้นมา เรามียาดีๆกินมากมาย เรามีการตรวจร่างกายโดยแพทย์ประจำปี แล้วเรื่องอะไรที่จะต้องมาเจ็บป่วยด้วยโรคที่ป้องกันได้ล่ะครับ?

การทำงานของผมในธนาคารคือการให้บริการเรื่องสุขภาพ แบบค่อนข้างครบองค์รวม ดูแลตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่วัยทำงาน ไปยันผู้เกษียณที่ชราภาพแล้ว ธนาคารดูแลให้หมด ดังนั้น พวกหมอเราก็ต้องดูแลให้เป็นด้วยเช่นกัน

เราไม่อยากให้คนไข้ที่เราดูแล ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดอุดตัน เพราะจะทำให้เกิดโรคอัมพาต โรคหัวใจ โรคไตวาย ตามมา เป็นภาระอันหนักหน่วงทั้งแรงกาย แรงสมอง และเสียงบประมาณในการรักษามาก ตัวคนไข้เองก็คงไม่อยากเป็นเช่นเดียวกัน แต่จะทำอย่างไรถึงจะสื่อภาพที่เราอยากเห็นให้ออกไปสู่สายตา และความคิดของพนักงานได้ นี่เป็นโจทย์ที่น่่าเอาไปทำเป็นโครงการอย่างยิ่ง