ผมมีหนังสือที่สะสมไว้เป็นอันมาก หลายครั้งที่ความรู้สึกเสียดายทำให้ไม่สามารถทำให้โล่งไปได้
ผมมีความนึกคิดแบบประโยชน์นิยมอยู่ตลอดเวลาว่า pragmatism อะไรที่เราเอามาแบ่งปันกันได้ย่อมไม่สูญเปล่า ท่านผู้อ่านคงจะเห็นว่าประเทศทางฝรั่งนั้นเขาเน้นการแชร์ประสบการณ์ ความรู้ซึ่งกันและกัน เอาไปต่อยอด ทำให้การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พัฒนาอย่างรวดเร็ว
ผมเองก็เช่นเดียวกัน ผมคิดว่าถ้าหากเราสามารถแบ่งความรู้กันได้ โดยมีต้นทุนที่ต่ำ ก็คงจะดี ในประเทศไทย ราคาหนังสือเองก็ไม่ใช่ว่าจะถูกสักเท่าไรนัก ผู้คนอยากที่จะเก็บเงินเอาไว้สำหรับใช้จ่ายอย่างอื่นมากกว่า และตัวผู้นิยมชมชอบหนังสือเอง ก็มักจะมีนิสัยประหยัดอดออมเสียอีก ส่วนใหญ่จะเป็นเยาวชนที่ยังไม่มีเงินกินค่าขนมมากนัก
ห้องพยาบาลเป็นสถานที่ที่มีผู้คนเข้ามาเยี่ยมเยียนเป็นจำนวนมาก มากเสียยิ่งกว่าห้องสมุดธนาคารเสียอีก จึงเหมาะที่จะเป็นที่เก็บหนังสือดีๆ และให้ผู้คนเข้ามายืมหยิบไปอ่าน
ปัญหาเรื่องความพลุกพล่านของผู้คน ตอนนี้ก็มีมากอยู่พอสมควรอยู่แล้ว ถ้าหากมีห้องสมุดด้วยไม่ยิ่งยุ่งกันไปใหญ่อีกหรือ? นี่ก็เป็นเรื่องที่น่าคิด เพราะว่าหากทำให้ยุ่งมากๆ ผู้หลักผู้ใหญ่คงไม่ชอบใจเป็นแน่ เอาล่ะครับ แต่อย่างไรก็ดี ตัวผมเองก็มีความปรารถนาเป็นอย่างยิ่งที่จะเอาหนังสือมาให้ทุกท่านในธนาคารอ่านกันครับ (ไม่แน่นะ ผมเองอาจจะได้อ่านหนังสือของท่านสมาชิกบ้างก็เป็นได้)
เรื่องราวของความคิด ชีวิต และ โลก เราผ่านมาแล้วก็บันทึกเอาไว้ เพราะหลายสิ่งไม่คงทน อาจเลือนหายไปตามกาลเวลา การบันทึกไว้หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน ไม่ว่าผู้อ่านคือตัวเองเพื่อเตือนความจำ หรือท่านผู้อ่านอื่นอันมีวาสนาต่อกัน บทความนี้ก็คงจะเป็นประโยชน์ได้ไม่มากก็น้อย
วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2555
วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555
ตั้งคลินิกเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ
คลินิกของผมเริ่มเติบโตมากขึ้นหลังจากที่เปิดมาได้ 4 ปี และผมก็ได้ทำงานกินเงินเดือนจากธนาคารกรุงไทยเป็นรายได้อีกทางหนึ่งด้วย
การมีรายรับสองทางมารวมตัวกันอยู่ที่ผมคนเดียวทำให้อัตราภาษีก้าวเข้าไปสู่ 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเยอะมากสำหรับผม ผู้ไม่เคยคิดจะรายงานภาษีแบบน้อยๆ ผมมีความตั้งใจมั่นที่จะจ่ายภาษีตามจริง ตามที่รัฐและเจตนารมย์ของกฏหมายกำหนด แต่ผมต้องวางแผนภาษีเพิ่มขึ้น เพื่อที่จะให้กิจการของผมมีกำไรพอที่จะขยายตัวออกไปได้
นี่จึงเป็นที่มาของการวางแผนภาษีโดยการจัดตั้งเป็น "ห้างหุ้นส่วนสามัญ"
ถามว่าผิดต่่อเจตนารมย์ของกฏหมายไหมที่จะเก็บเงินรายได้ให้มากขึ้นๆ ไปแบบอัตราก้าวหน้า
ผมคิดว่ามันไม่ผิด เพราะผมไม่ใช่บริษัททุนนิยมขนาดใหญ่เสียเมื่อไร ผมเป็นแค่คนที่พยายามประกอบอาชีพจาก "แรงงาน" เพราะผมต้องตรวจเอง ทำเอง ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง
การที่เราจัดตั้งหน่วยภาษีแยกออกมาต่างหาก ดูจะเป็นแรงใจให้ผมเปิดคลินิกได้อย่างมีความหวัง
สรรพากรกำลังเล่นงานเรื่อง "คณะบุคคล" อยู่ ด้วยความที่ว่าใครๆก็ไปเปิดคณะบุคคลกันหมด เพื่อกระจายฐานภาษี ดังนั้นการเปิดคลินิกของผมจึงต้องจัดตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนแทนครับ
การจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญ มีสองแบบคือ
- จดทะเบียน (อันนี้ต้องไปจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์)
- ไม่จดทะเบียน อันนี้เป็นอันที่ผมเลือกทำ
ผมมีสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญมาเสร็จ และชวนน้องที่ทำคลินิกมาเป็นหุ้นส่วน เขียนกรอกวัตถุประสงค์ของห้างหุ้นส่วนอันนี้ แล้วก็เซ็นต์ชื่อ แปะอากรแสตมป์ ก็เป็นอันเสร็จพิธี
ผมได้วานให้คนสนิทที่เขาทำงานใกล้ชิดกับสรรพากรพื้นที่เป็นคนเดินเรื่องให้ คิดว่าเรื่องน่าจะเร็ว
เดี๋ยวผลการจัดตั้งจะเป็นอย่างไร ผมจะมาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังอีกครั้งนะครับ
การมีรายรับสองทางมารวมตัวกันอยู่ที่ผมคนเดียวทำให้อัตราภาษีก้าวเข้าไปสู่ 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเยอะมากสำหรับผม ผู้ไม่เคยคิดจะรายงานภาษีแบบน้อยๆ ผมมีความตั้งใจมั่นที่จะจ่ายภาษีตามจริง ตามที่รัฐและเจตนารมย์ของกฏหมายกำหนด แต่ผมต้องวางแผนภาษีเพิ่มขึ้น เพื่อที่จะให้กิจการของผมมีกำไรพอที่จะขยายตัวออกไปได้
นี่จึงเป็นที่มาของการวางแผนภาษีโดยการจัดตั้งเป็น "ห้างหุ้นส่วนสามัญ"
ถามว่าผิดต่่อเจตนารมย์ของกฏหมายไหมที่จะเก็บเงินรายได้ให้มากขึ้นๆ ไปแบบอัตราก้าวหน้า
ผมคิดว่ามันไม่ผิด เพราะผมไม่ใช่บริษัททุนนิยมขนาดใหญ่เสียเมื่อไร ผมเป็นแค่คนที่พยายามประกอบอาชีพจาก "แรงงาน" เพราะผมต้องตรวจเอง ทำเอง ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง
การที่เราจัดตั้งหน่วยภาษีแยกออกมาต่างหาก ดูจะเป็นแรงใจให้ผมเปิดคลินิกได้อย่างมีความหวัง
สรรพากรกำลังเล่นงานเรื่อง "คณะบุคคล" อยู่ ด้วยความที่ว่าใครๆก็ไปเปิดคณะบุคคลกันหมด เพื่อกระจายฐานภาษี ดังนั้นการเปิดคลินิกของผมจึงต้องจัดตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนแทนครับ
การจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญ มีสองแบบคือ
- จดทะเบียน (อันนี้ต้องไปจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์)
- ไม่จดทะเบียน อันนี้เป็นอันที่ผมเลือกทำ
ผมมีสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญมาเสร็จ และชวนน้องที่ทำคลินิกมาเป็นหุ้นส่วน เขียนกรอกวัตถุประสงค์ของห้างหุ้นส่วนอันนี้ แล้วก็เซ็นต์ชื่อ แปะอากรแสตมป์ ก็เป็นอันเสร็จพิธี
ผมได้วานให้คนสนิทที่เขาทำงานใกล้ชิดกับสรรพากรพื้นที่เป็นคนเดินเรื่องให้ คิดว่าเรื่องน่าจะเร็ว
เดี๋ยวผลการจัดตั้งจะเป็นอย่างไร ผมจะมาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังอีกครั้งนะครับ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)