ผมกับเฟี๊ยตเลือกสีห้องนอนเป็นสีเบส คิดว่ามันจะดูสวยคลาสสิค แต่พอทาจริงปรากฏว่าที่ไหนได้กลายเป็นสีชมพูไปเสียนี่ ดังนั้นการทาสีจริงกับการมองในกระดาษมันอาจจะไม่เหมือนกันนัก
ผมถึงกังวลอยู่เสมอว่าแผนการใดๆ หากอยู่แต่ในกระดาษ (หรือมุมมองฝั่งเราอย่างเดียว) มันอาจจะผิดก็ได้
เอามาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันของเราก็คือ เราต้องรับฟัง feed back หรือเสียงสะท้อนกลับ อย่างเป็นจริง และครอบคลุมให้ทั่วๆ จะได้ประเมินไม่ผิด
คนเราเมื่อรู้ว่าสิ่งที่ตัดสินใจไปนั้นผิดจะต้องรีบแก้ไข ก่อนที่จะถลำลึกไปมากกว่าเดิม
บางคนยึดติดว่าสิ่งที่คิด ที่ตัดสินใจไปแล้วนั้นถูก และยึดมั่นถือมั่นกับมัน ทำให้สูญเสียอย่างใหญ่หลวง
ดังนั้นทางที่ถูกที่สุดก็คือ อย่าตะแบง และเปิดหูเปิดตาให้กว้าง
การตัดสินใจบางอย่างมันยากตรงที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ อันนี้น่าจะเป็นอะไรที่ต้องตรึกตรองให้มากเป็นพิเศษ ผมยกตัวอย่างการซื้อหุ้น เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดได้ เพราะเราใช้เงินแค่เม็ดเล็กๆ ลงทุนไปก่อน หากขาดทุนก็หยุดแล้วก็ถอนทุนคืนกลับมาก็ยังทัน (ถ้าเราไม่โลภจนเกินไป คิดเอาชนะแต่ถ่ายเดียว เราก็จะไม่แพ้เกมหุ้นหรอกครับ ผมอายุ 33ปี ยังน้อยอยู่ สามารถมีโอกาสได้อีกมาก)
แต่บางอย่างมัันไม่สามารถรับความสูญเสียกรณีผิดพลาดได้เลย เราอาจจะต้องทำประกันการตัดสินใจของเราเอาไว้ เช่น การซื้อกระเบื้องมาทดลองปูหลอกๆดูก่อน จ่ายเงินไปไม่แพงแค่ 1000-2000 แต่ได้การตัดสินใจที่ถูก ดีกว่าไปลงทุนซื้อของราคาเป็นแสนแล้วผิดพลาดขึ้นมา อันนี้ไม่ไหวครับ
บางครั้งการตัดสินใจต้องมีทางถอย ทางเดินอื่นๆ เอาไว้รองรับด้วย เผื่อสถานการณ์ไม่เป็นไปอย่างที่เราคิด จะได้ไม่เสียหายมากนัก และหรือสามารถพลิกผันกลับมาเป็นต่อได้ด้วย
ดังนั้นการตัดสินใจของเราหากสนับสนุนไปในทางที่มี variation สูงน่าจะดีกว่า เพราะพลิกแพลงได้หลายรูปแบบ ดีกว่าตัดสินใจไปแบบมีทางเลือกจำกัด จริงไหมครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น